ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุระทึกขวัญที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่ออาสาสมัครทหารพรานไทย ชื่อ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาเมืองธม อำเภอพนมดงรัก ได้หวิบ กับระเบิด จนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาทั้งสองข้าง

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวสิบเอกธีรพล ส่งไปรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลพนมดงรัก จากนั้นถูกลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งต่อไปยังสนามบินสุรินทร์ภักดี และนำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาการขาขาด และบาดแผลรุนแรงที่ต้นขาขวา

ระหว่างการนำตัวส่งโรงพยาบาล สิบเอกธีรพลยังคง รู้สึกตัวดี และสามารถยกมือไหว้ขอบคุณทีมแพทย์ที่มารอรับ ณ ทางเข้าอาคารศูนย์ความเชี่ยวชาญอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ และแสดงถึงน้ำใจของแพทย์ รวมถึงการปฏิบัติต่อกรณีอย่างเป็นมืออาชีพ

โรงพยาบาลสุรินทร์เร่งผ่าตัด และเรียกร้องเลือดด่วน

ทันทีที่สิบเอกธีรพลถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์ได้ดำเนินการรักษาและ ผ่าตัดอย่างเต็มความสามารถ โดยในขั้นตอนหนึ่ง ทีมแพทย์มีความจำเป็นต้องใช้เลือดกรุ๊ป AB เพื่อใช้ในการฟื้นฟูอาการของผู้บาดเจ็บ จึงมีการเรียกร้องประชาชนที่มีกรุ๊ปเลือด AB มาบริจาคเลือดที่โรงพยาบาลสุรินทร์

  • ผู้บาดเจ็บ: สิบเอกธีรพล เพียขันที
  • เวลาเกิดเหตุ: ระหว่างออกลาดตระเวนในพื้นที่ตาเมียง
  • บาดแผล: ขาขาด บาดแผลที่ขาขวา
  • สถานที่รักษา: โรงพยาบาลสุรินทร์
  • กรุ๊ปเลือดที่ต้องการ: AB

นายแพทย์ชวมัย สืบนุการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังเหตุการณ์ว่า ทีมแพทย์ได้ให้ความใส่ใจและดูแลอย่างเต็มความสามารถ ขณะนี้ผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยแล้ว และแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่บ้านหนองคันนา ที่อยู่ใกล้กับปราสาทตาเมืองธม ซึ่งทางทหารไทยได้ ปิดกั้นพื้นที่ เข้า-ออกอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองและเจ้าหน้าที่

อีกทั้ง ยังมีประเด็นที่น่ากังวลว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชารอบนี้อาจบานปลาย ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำซาก เนื่องจากทราบว่ามีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากฝั่งทหารกัมพูชามากขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนที่ยังมีความไม่มั่นคง ทั้งจากเครื่องหมายทางทหารของศัตรูหรือกับดักที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้วางไว้ การรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและการป้องกันอาชีพจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

หากคุณมีกรุ๊ปเลือด AB และอยู่ใกล้พื้นที่สุรินทร์ ขอความกรุณาให้ความช่วยเหลือด้วยการบริจาคเลือด เพื่อช่วยชีวิต英雄ของเจ้าหน้าที่คนนี้ด้วยครับ

ที่มา – ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่านายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ได้แถลงร่วมกับนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลชั่วคราวของบังกลาเทศ ในโอกาสที่บังกลาเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ว่ามาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ จะจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมาอย่างเป็นทางการ

อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

คณะผู้แทนร่วมระหว่างประเทศนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสันติภาพในเมียนมา รวมถึงผลักดันความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวโรฮีนจา ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่บังกลาเทศ นอกจากนี้ ภารกิจนี้ยังมีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอาเซียน

อันวาร์กล่าวชัดเจนว่ากระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียจะเป็นผู้นำกระบวนการจัดตั้งคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา โดยจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เข้าร่วมภารกิจ ทั้งนี้ บังกลาเทศก็ได้มอบความพร้อมในการส่งผู้แทนร่วมภารกิจดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยืนยันถึงบทบาทของอาเซียนที่มีความสำคัญในการจัดการปัญหาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เมียนมาเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

  • การสร้างสันติภาพในเมียนมา
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  • การแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย
  • การลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

นับเป็นก้าวสำคัญของอาเซียนในการแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียว โดยมีมาเลเซียเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ถือเป็นบทใหม่ของการเมืองอาเซียนในทิศทางบวก

ด้วยบทบาทของบังกลาเทศในการให้ความร่วมมือ ทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย และในครั้งนี้ อาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาแบบเปิดเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืนแก่สถานการณ์ในเมียนมา

หากคุณติดตามข่าวการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวของอาเซียนในอีกหลายๆ ด้าน เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่ออนาคตของทุกประเทศในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขา…

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลเอกทัพ ไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางขึ้นบินลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดนจังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์และความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามขนย้ายอาวุธและกระสุนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทยผ่านจุดเสี่ยงในพื้นที่ป่าเขาบริเวณชายแดน

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส

การสำรวจพื้นที่ครั้งนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายอำนวยการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ และประเมินจุดที่มีความเสี่ยงสูงในการลักลอบลำเลียงอาวุธข้ามพรมแดน รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของหน่วยลาดตระเวนในการปฏิบัติภารกิจและการตั้งฐานที่มั่นในพื้นที่เสี่ยง

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส

หลังจากการบินสำรวจ พลเอกทัพ ไพศาล ได้เชิญชุดควบคุมสุริโยทัย และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสมาประชุมเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทางร่วมในการปฏิบัติการสกัดกั้น ทั้งในด้านการปิดเส้นทางลำเลียงอาวุธ การเพิ่มกำลังพลลาดตระเวน และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรักษาความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน

การบินสำรวจแนวชายแดนในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของหน่วยบัญชาการทหารภาคที่ 4 ในการปกป้องพรมแดนของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศซับซ้อนและเป็นจุดเสี่ยงต่อการลักลอบขนย้ายอาวุธอย่างจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นแนวรบตอนหน้าที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

  • การบินลาดตระเวนทางอากาศ
  • การประเมินเส้นทางลำเลียง
  • การประชุมเร่งด่วนกับหน่วยเฉพาะกิจ
  • การประสานงานกับหน่วยงานของประเทศเพื่อนบ้าน

พลเอกทัพ ไพศาล ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยในพื้นที่ต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยยึดหลักข้อมูลข่าวกรองเป็นตัวขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีโอกาสเสริมกำลังด้วยอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใด ๆ

ในยุคที่ความมั่นคงทางพรมแดนเป็นประเด็นสำคัญ การเฝ้าระวังและการมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ตร. หรือทหารเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันในการรักษาความสงบและปลอดภัยของประเทศ

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค 4’ บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส หลังพบเพื่อนบ้านขนอาวุธเข้าไทย

ชายจีนเสี่ยงติดคุก 5 ปีขนเต่าทะเลคุ้มครองออกจากสหรัฐ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานข่าวจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า นายเว่ย เฉียง หลิน ผู้อาศัยอยู่ในเขตบรูคลิน ได้รับสารภาพต่อศาลแขวงรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์ก หลังถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานลักลอบขนส่ง เต่าทะเลคุ้มครอง ออกจากสหรัฐอเมริกา โดยภายในพัสดุที่ถูกตรวจพบมี “เต่ากล่องตะวันออก” และ “เต่ากล่องสามนิ้ว” รวมประมาณ 850 ตัว

เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ระหว่างการขนส่ง เต่าทะเลเหล่านี้ถูกบรรจุในถุงเท้า และกล่องที่ถูกติดฉลากว่า “บรรจุของเล่นสัตว์พลาสติก” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นพัสดุดังกล่าวไว้ได้ที่ด่านตรวจบนชายแดน ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45 ล้านบาท)

ชายจีนเสี่ยงติดคุก 5 ปีขนเต่าทะเลคุ้มครองออกจากสหรัฐ

หากพิจารณาจากข้อหาดังกล่าว ผู้พิพากษาได้นัดวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เพื่อนำเสนอคำตัดสินลงโทษ โดยจำเลยอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี รวมถึงการคุมประพฤติอีก 3 ปี และปรับเงินสูงสุดถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.08 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนการอนุรักษ์สัตว์ป่าทั่วโลก

เต่าทะเลคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้ง “เต่ากล่องตะวันออก” และ “เต่ากล่องสามนิ้ว” เป็นสัตว์ที่มีความสวยงามและถูกต้องกฎหมายคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือที่เรียกกันในชื่อย่อว่า “ไซเตส” (CITES) สัตว์เหล่านี้มีความต้องการสูงในตลาดสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะในประเทศจีน ฮ่องกง และอื่น ๆ ทำให้มีการลักลอบค้าขายอย่างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านกฎหมายของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “การแสวงหาผลกำไรมากกว่าการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว และคุกโทษที่หนักอาจทำให้ผู้กระทำผิดระมัดระวังมากยิ่งขึ้น”

จากกรณีนี้ เป็นบทเรียนสำคัญให้เราตระหนักว่า การปกป้องสัตว์ป่าไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกคน หากเราไม่เข้าไปมีส่วนร่วม อาจส่งผลให้สัตว์ตระกูลเต่าที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วสูญพันธุ์อย่างถาวร

อย่าซื้อ อย่าขาย และอย่าสนับสนุนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ทุกคนสามารถเป็นพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา – ชายจีนเสี่ยงติดคุกนานถึง 5 ปี เหตุลักลอบขน “เต่าทะเลคุ้มครอง” ออกจากสหรัฐ

‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69 ชี้ยุบสภาไม่ได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ไปร่วมอาหารกับนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองรัฐมนตรีมหาดไทย และอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อย่างชื่นมื่น ว่ามีข่าวลือว่านายนิพนธ์จะย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

นายอนุทินกล่าวว่า การไปพบปะกันเป็นเรื่องปกติ และเป็นมิตรภาพส่วนตัว ยืนยันว่าขณะนี้นายนิพนธ์ยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ส่วนเรื่องการเมืองในช่วงนี้ควรให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย และไม่ควรคาดเดาเกินไป เพราะการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

การวิเคราะห์ ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงมองว่าการเลือกตั้งไม่ได้ใกล้เข้ามา ทั้งที่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ มีคดีสำคัญหลายคดี นายอนุทินชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศจะมีการเลือกตั้งในปีนี้

ความจริงแล้ว นายกรัฐมนตรียังอยู่ในสถานะหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กระบวนการยุบสภาหรือการเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้ เหมือนกับถูก “ล็อก” ไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยและเหล่าคอการเมืองมองว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 มากกว่า

แบ่งปันมุมมองจาก ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69

“วันนี้ถามว่าจะใกล้เลือกตั้งได้อย่างไร ไม่มีความชัดเจนอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ มีการทักท้วงว่าการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ เท่านั้น” นายอนุทินกล่าวเสริม

นอกจากนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังดูไม่มีการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งกลางปี 2570 เลย ดังนั้น การคาดการณ์ของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นไปในทิศทางที่เห็นพ้องกับนักวิเคราะห์多数 ที่ expecting ให้เกิดการเลือกตั้งในช่วงปลายปีหน้า

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีอาจลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฏกับสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตในโครงการ “หมอครอบครัว” อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเผยว่าทุกอย่างยังเป็นเพียงข่าวลือ

“เป็นกระแสข่าว ไม่มีทางรู้ การตัดสินใจอะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ทุกคนก็คิดวิเคราะห์กันไป แต่พรรคภูมิใจไทยเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน…คนที่เคยปรามาส ว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นฝ่ายค้านไม่เป็น ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ แต่วันนี้ก็ทำหน้าที่ได้ตามบทบาทที่เขาได้รับมอบหมายได้อย่างดี”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศอาจยังอยู่ในสภาวะ “รอคำตัดสิน” จากรัฐธรรมนูญ และสภาผู้แทนราษฎรก็มีเวลาสิ้นสุดวาระอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม การ炒作 การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองทั้งหลายจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในบทสรุป หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า ถ้าปฏิบัติตามกระบวนการกฎหมายอย่างเข้มงวด การเมืองจะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการส่งเสริมเสถียรภาพของบ้านเมือง

ที่มา – ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้ง​ปี 69​ ชี้​ยุบสภาไม่ได้​ เหตุ ‘นายกฯ’ หยุดปฎิบัติหน้าที่​อยู่

ต่ออายุราชการ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ 4 ครั้งในอดีต-หมดยุค ‘อาทิตย์อัสดง’

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงดำเนินต่อ จนมีเสียงบางฝ่ายเสนอให้รัฐบาลและกองทัพบก ‘อย่าเปลี่ยนแม่ทัพกลางศึก’ โดยเสนอชื่อ “แม่ทัพกุ้ง” พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ซึ่งกำลังจะเกษียณราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ให้ได้รับการต่ออายุราชการออกไปอีกหนึ่งวง

ต่ออายุราชการ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ 4 ครั้งในอดีต

ความเห็นที่ต่างออกไปก็มีอยู่ว่า ไม่ควรต่ออายุราชการให้กับพล.ท.บุญสิน แต่ควรให้เขาเกษียณตามระเบียบราชการทั่วไป เพราะหากมองในแง่ข้าราชการทั่วไปจะเห็นว่า เมื่อทำงานจนครบ 60 ปี ก็ต้องเกษียณเช่นกัน ไม่มีการยกเว้น และไม่ควรมีข้อยกเว้นเฉพาะใคร

โดยเฉพาะในระดับนายพลที่ต่อแถวขึ้นมาทดแทน ‘แม่ทัพกุ้ง’ มีรายชื่อแคนดิเดตจำนวน 3 คน ที่พร้อมจะรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเรียงตามลำดับอาวุโสดังนี้:

  • พล.ต.วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 อดีต ผบ.พล.ร.6 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 (ตท.26) เหมือนกับ ผบ.ทบ.และ “แม่ทัพกุ้ง”
  • พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาค 2 (ตท.26) เคยดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.ร.3 มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ที่ “แม่ทัพกุ้ง” รับผิดชอบมาก่อน
  • พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค 2 (ตท.27) เป็นบุคคลท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์ พูดภาษากัมพูชาได้ อดีต ผบ.ทหารพรานค่ายปักธงชัย และ ผบ.พล.ร.6

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ แม่ทัพภาคที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 กองพลหลัก คือ พล.ร.3 ที่จ.นครราชสีมา และ พล.ร.6 ที่จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งแต่ละกองมีหน่วยขึ้นตรงกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ชายแดนอีสานและภาคใน

ในอดีต พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยมีบทบาทสำคัญในเรื่องต่ออายุราชการให้กับผู้นำทหารในตำแหน่งสูง

การต่ออายุราชการ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ในอดีตมีอยู่แล้ว 4 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ไม้ค้ำเสถียรภาพรัฐบาลทหาร” ตามประวัติศาสตร์ของประเทศของเรา มีรายละเอียดดังนี้:

  • ปี 2515: ต่ออายุราชการให้แก่ จอมพลถนอม กิตติขจร (ผบ.สส.) 1 ปี
  • ปี 2516: ต่ออายุราชการให้แก่ จอมพลประภาส จารุเสถียร (ผบ.ทบ.) 1 ปี
  • ปี 2523: ต่ออายุราชการ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ผบ.ทบ.) 1 ปี นำไปสู่ “เมษาฮาวาย” ในปี 2524
  • ปี 2527: ต่ออายุราชการ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก (ผบ.สส. และ ผบ.ทบ.) 1 ปี

ภายหลัง “อาทิตย์อัสดง” หมดหน้าที่ในปี 2527 ก็มีความพยายามหลายครั้งที่จะต่ออายุราชการ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ในลักษณะเดิม แต่ทุกความพยายามกลับถูกหยุดไว้ด้วยความเห็นขัดแย้งในวงการทหารและสังคม จนไม่มีใครสามารถกำหนดใครไว้นานเกินไปในตำแหน่งผู้นำ

เหล่าผู้สำเร็จราชการทหารในระดับรุ่นน้อง ก็พร้อมจะก้าวขึ้นช่วยแบ่งเบาภาระในระบบราชการทหารอย่างเสถียร โดยไม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันให้ใครผู้ใดอยู่บนตำแหน่งจนเกินขีดจำกัดของธรรมชาติราชการ

หากเรามองไปในระยะยาว การตัดสินใจที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่แสวงหาโอกาสก้าวหน้าและเติบโตในเส้นทางราชการทหาร อาจมีประโยชน์มากกว่าที่จะหว่านเมล็ดของความคุ้นเคยและผูกโยงไปกับใครเพียงคนเดียว

ที่มา – ย้อนอดีตต่ออายุราชการ ‘ผบ.เหล่าทัพ’ 4 ครั้ง-หมดยุค ‘อาทิตย์อัสดง’ ทำได้แค่คิด!

“ไม่ได้คุยวันเดียวขาขาด!” แม่ช็อก! ทหารพรานเหยียบกับระเบิด

เหตุการณ์ที่คนใกล้ชิดไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่ง เมื่อสิบเอกธีรพล เพียขันที หรือที่เรียกกันในวงการทหารว่า “แกละ” วัย 48 ปี ผู้บังคับชุดปฏิบัติการของกองร้อยทหารพรานที่ 26 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องสูญเสียขาข้างหนึ่ง จากการเหยียบ กับระเบิดกัมพูชา ในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภออ.พนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.10 น. ของวันที่ 12 ส.ค.

“ไม่ได้คุยวันเดียวขาขาด!” แม่ช็อก! ทหารพรานเหยียบกับระเบิดกัมพูชา

ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว คุณแม่สาคร เพียขันที อายุ 78 ปี ได้รับสายจากลูกชายคนโตอย่างยินดี เมื่อธีรพลโทรศัพท์บอกว่า “สบายดีไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว” แต่ไม่ทันไร ข่าวร้ายก็เข้ามากระทบจิตใจครอบครัวอย่างหนัก หลังทราบว่าลูกชายเหยียบ กับระเบิดชนิด PMN 2 จนขาขาด ต้องฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลสุรินทร์เพื่อรับการรักษาทันที

ความเศร้าของแม่ทหารพราน

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 489 หมู่ 1 ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ บ้านของนางสาคร เพียขันที ผู้เป็นแม่ พบว่าชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยฮุก 31 มารวมตัวให้กำลังใจอย่างหนาแน่น เมื่อได้ดูคลิปวิดีโอขณะรถพยาบาลนำลูกชายกลับมารักษา ความหวาดเสียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเสียใจ เมื่อทราบข่าวว่า “ขาขาด”

  • ทหารพรานวัย 48 ปี เข้ารับราชการมานานกว่า 23 ปี
  • ทุกครั้งกลับจากปฏิบัติการจะเข้ามากราบแม่เสมอ
  • มักนำผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเช่นกัน

“แม้ลูกจะต้องสูญเสียขา แต่ความภาคภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้รับใช้แผ่นดินยังคงอยู่เสมอ” คุณแม่สาครเล่าทั้งน้ำตา

กำลังใจจากลูกชายทายวัยที่ตามรอยพ่อ

ด้าน นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายของสิบเอกธีรพล เผยว่า ตนเองมองพ่อคือไอดอลมาตลอด และปีนี้ก็อายุครบเกณฑ์ทหาร จึงสมัครเข้ารับราชการเพื่อประจำการในผลัดที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2568 เหมือนกับพ่อ

เรื่องราวของทหารพรานเหยียบกับระเบิด ครั้งนี้เป็นการเตือนใจให้ทุกคนได้ระลึกถึงความเสียหายจากวัตถุระเบิดที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจไม่เคยมีวันหายไปอย่างแท้จริง และให้ความเคารพต่อความเสียสละของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเส้นทางเสี่ยงภัยอันตราย

ที่มา – “ไม่ได้คุยวันเดียวขาขาด!” แม่ช็อก! ทหารพรานเหยียบกับระเบิดกัมพูชา หลังเพิ่งโทรบอกสบายดี

อลงกต ปฏิเสธข่าววุฒิสภาไม่อนุมัติงบ 69

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายอลงกต วรกี สว. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า วุฒิสภา เตรียมคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ว่า ไม่เป็นความจริง และไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

นายอลงกต กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ยังคงพิจารณารายละเอียดงบประมาณอย่างรอบคอบ โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เข้าชี้แจง และเสนอข้อสังเกตหากมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน เช่น งบกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งไว้สูงเพื่อใช้ในการทวงถามหนี้จากผู้ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ. รวมถึงงบแก้ปัญหาทุจริตที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน

อลงกต ย้ำวุฒิสภาไม่มีอำนาจตัดงบ

ทว่าในกรณีที่มีข่าวว่าวุฒิสภาจะไม่อนุมัติงบประมาณ นั้น ไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ท่านย้ำว่า วุฒิสภาไม่สามารถตัด ลด หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ หน้าที่ของ สว. คือการเสนอข้อสังเกต ไม่ใช่ตัดสินใจงบประมาณ หากกลับไปพิจารณาตามกระบวนการอย่างถูกต้อง สมควรจะไม่เกิดความล่าช้าในการอนุมัติงบ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศต้องการการสนับสนุน

งบกระจาย ไม่ใช่กระจุก

เพิ่มเติม ท่านอลงกต ยืนยันอีกว่า แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณของบางพื้นที่ที่ดูสูงกว่า เช่น อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แต่เป็นการกระจายในพื้นที่ และไม่ได้มีการกระจุกอยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ เน้นว่าหากชะลอการอนุมัติงบ จะส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของระบบเศรษฐกิจ

“สมัยนี้เศรษฐกิจประเทศต้องการความเร็ว ยิ่งงบประมาณอนุมัติช้า ยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจแทรกตัวได้ยาก วุฒิสภาไม่ควรถูกมองว่าเป็นตัวดึงงบ” ท่านกล่าวเสริม

  • วุฒิสภาไม่มีอำนาจตัดงบประมาณ
  • หน้าที่เฉพาะการเสนอข้อสังเกต
  • งบประมาณกระจาย ไม่ได้กระจุกในบางพื้นที่
  • ควรเร่งดำเนินการเพื่อความคล่องตัวของเศรษฐกิจ

จากการติดตามข่าวในตอนนี้ ปรากฏว่า วุฒิสภาพร้อมดำเนินการพิจารณางบประมาณต่อในวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้ โดยจะรวบรวมข้อสังเกตทั้งหมดจากคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่า ทุกขั้นตอนนี้เป็นไปตามหน้าที่ และไม่ได้มีแผนที่จะไม่อนุมัติร่างงบ แต่อย่างใด

ช่วงท้าย น่าสนใจว่าแม้ว่ากระแสข่าวจะหมุนเวียนว่าวุฒิสภาจะคว่ำงบ แต่ข้อเท็จจริงที่ emerges ออกมา แสดงให้เห็นว่า วุฒิสภาเล็งเห็นถึงความสำคัญของงบประมาณที่ผ่านอย่างรวดเร็ว และเข้าใจบทบาทของตนอย่างรอบคอบ

ที่มา – ‘อลงกต’ปัดข่าว ‘วุฒิสภา’เตรียมคว่ำงบปี69 บอกไม่เป็นผลดีต่อ ศก.ของประเทศ

อิรักไฟฟ้าดับทั่วประเทศขณะอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศอิรักประสบกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับอย่างรุนแรงทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่คลื่นความร้อนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจเพิ่มสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ และจะคงอยู่เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

อิรักไฟฟ้าดับทั่วประเทศขณะอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์

กระทรวงไฟฟ้าของอิรักระบุอย่างเป็นทางการว่า โครงข่ายไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ “ไม่มีกระแสไฟฟ้าเลย” หลังจากสายส่งไฟฟ้าหลัก 2 สายถูกปิดใช้งานอย่างกะทันหัน สาเหตุเกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญอย่างจังหวัดบาบิโลน และคาร์บาลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ที่มีผู้คนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากหลายล้านคน

การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน

“การปิดระบบได้ทำให้การจ่ายไฟในระบบลดลงอย่างกะทันหันมากกว่า 6,000 เมกะวัตต์ เราได้ส่งทีมงานระดมฟื้นฟูระบบไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง และมีเป้าหมายให้ระบบกลับมาทำงานได้ภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” กระทรวงไฟฟ้ากล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายอาเมอร์ อัล-จาเบรี โฆษกสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอิรัก ได้อธิบายถึงสาเหตุของคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นว่า มีความรุนแรงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพฤติกรรมของมนุษย์

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
  • ควันจากการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่วนบุคคล
  • การขยายตัวของเมืองที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บันทึกจากสำนักข่าวเอเอฟพี ยังระบุอีกว่า ประชาชนหลายหมื่นต้องพบเจอกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวในขณะที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของพวกเขา

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้คน หากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม ความเสียหายอาจกลายเป็นเรื่องร้ายแรงในอนาคต

ดังนั้น เราควรเริ่มให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด เพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติด้านสภาพอากาศที่อาจจะเพิ่มความรุนแรงจากทุกปี

ที่มา – อิรักประกาศไฟฟ้าดับทั่วประเทศ ท่ามกลางอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์

กำลังใจล้น! ครูสาว เหยื่ออารมณ์ นักเรียน ม.5 อาการดีขึ้น ลั่นเปลี่ยนใจไม่ลาออก

เรื่องราวของ ‘ครูหนูเล็ก’ ครูสาวที่ถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายระหว่างสอนในห้องเรียน ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก แต่ล่าสุด มีข่าวดีจากอาการของครูที่เริ่มดีขึ้น และที่สำคัญ กำลังใจจากทุกภาคส่วนทำให้ครูหนูเล็กเปลี่ยนใจไม่ลาออก และมีแรงกลับมาสอนนักเรียนอีกครั้ง

กำลังใจล้น! ครูสาว เหยื่ออารมณ์ นักเรียน ม.5 อาการดีขึ้น ลั่นเปลี่ยนใจไม่ลาออก

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ได้มอบหมายให้นายสิรภพ นิยมเดช นายอำเภอบ้านไร่ เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจครูหนูเล็ก ที่บ้านพักในอำเภอบ้านไร่ ภายหลังจากเกิดเหตุรุนแรง และมีรายงานว่าอาการของครูหนูเล็กเริ่มดีขึ้น ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เธอฟื้นคือ กำลังใจล้น! ครูสาว เหยื่ออารมณ์ นักเรียน ม.5 อาการดีขึ้น ลั่นเปลี่ยนใจไม่ลาออก เพราะมีคนอยากให้เธออยู่ต่อ

ครูหนูเล็กหลังได้รับการเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ

นอกจากนี้ นายอำเภอบ้านไร่ พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ต่างเข้าให้กำลังใจ พร้อมมอบถ้วยของขวัญให้กับครูหนูเล็ก โดยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนในทุกด้าน ไม่ว่าจะในด้านกฎหมายหรือการดูแลทางด้านสุขภาพจิต

ความผิดปกติของนักเรียนผู้ก่อเหตุ

ในส่วนของนักเรียนชายผู้ก่อเหตุ นายแพทย์ได้ให้ความเห็นว่านักเรียนรายนี้มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายโรคไออีดี หรือ “Intermittent Explosive Disorder” ซึ่งเป็นอาการของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ตามสถานการณ์ อาการนี้ให้ลักษณะบุคคลที่มีอารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย และมีพฤติกรรมรุนแรง พ่อแม่และครูควรมีความเข้าใจเพื่อให้เกิดการดูแลอย่างเหมาะสมในระยะเริ่มแรก

นักเรียนชายผู้ก่อเหตุเป็นผู้มีอาการทางจิตเวช

ทั้งนี้ การดำเนินการทางด้านกฎหมาย ครอบครัวของครูหนูเล็กยืนยันว่าจะใช้สิทธิเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันก็ขอบคุณทุกกลุ่มที่ให้การสนับสนุน เช่น ข้อความการให้กำลังใจจากนักเรียนที่เขียนถึงเธอว่า “รอครูกลับมาสอนพวกหนูอีกนะ” ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับครูหนูเล็ก

ความหวังในการกลับมาสอนอีกครั้ง

ครูหนูเล็กเปิดใจว่าตอนนี้เธอกลับมามีแรงสะอาดใจ ไม่คิดลาออกจากงานครูอีกแล้ว และยังตั้งเป้าว่าจะกลับไปสอนนักเรียนให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายและจิตใจจะพร้อม พร้อมให้สัญญากับนักเรียนไว้ว่า “จะกลับมาอย่างงดงาม”

จิตใจครูหนูเล็กเริ่มแข็งแรงขึ้นภายใต้แรงผลักดันจากนักเรียน

เคสครูหนูเล็กถือเป็นเครื่องเตือนใจทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองถึงความสำคัญของสุขภาพจิตของเด็ก ไม่ใช่แค่สมรรถภาพทางการเรียนเท่านั้น เพราะบางพฤติกรรมอาจปิดบังความผิดปกติที่ลึกกว่าที่เห็น

การสู้เพื่อความถูกต้องและความสงบในห้องเรียน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของครูเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกฝ่าย เป็นบทเรียนลึกซึ้งที่เราควรเรียนรู้ร่วมกัน

ที่มา – กำลังใจล้น! ครูสาว เหยื่ออารมณ์ นักเรียน ม.5 อาการดีขึ้น ลั่นเปลี่ยนใจไม่ลาออก