ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

นานาจิตตัง! เลขาฯปู แจงปมวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับเงินทำบุญของวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุด นายบรรเจต เทพพำนัก คณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ หรือที่รู้จักกันในนาม เลขาฯปู ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยชี้แจงถึงระบบบัญชีและการจัดการเงินบริจาคของวัด

เลขาฯปู ยืนยันว่าทางวัดมีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด มีการตรวจสอบการโอนเงิน และมีลายเซ็นของผู้รับเงินสด รวมถึงเอกสารหลักฐานสำหรับผู้บริจาคทั้งเงินสดและเงินโอนอย่างชัดเจน เขาจึงขอให้สังคมอย่าหลงประเด็นจากข้อกล่าวอ้างของหมอบีที่ว่าส่งเงินไม่ครบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทราบว่ามีส่วนต่างเกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการนำเงินไปเข้าบัญชี จะมีผู้ติดตามหลวงพ่อ 2 ท่านคอยดูแล

เลขาฯปู กล่าวถึง หมอบี ว่าทำกิจกรรมให้กับหลายวัด และไม่แน่ใจว่าบัญชีที่เปิดไว้นั้นใช้กับทุกวัดหรือไม่ เขายังกล่าวถึงกระแสที่คนให้ความสนใจว่าเงิน 200 ล้านบาทเข้าหลวงพ่อหมดแล้ว ซึ่งทางวัดได้ชี้แจงรายละเอียดกับตำรวจไปแล้ว หากใครจะให้หลวงพ่อไปแจ้งความตามหลัง ก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่หลวงพ่อจะร่วมมือกับหมอบี เลขาฯปู ตอบว่า “นานาจิตตัง” และยืนยันว่าไม่มีการตกลงเรื่องส่วนต่าง 70-30 อย่างแน่นอน ทางวัดมีระเบียบชัดเจน ใครทำผิดก็ต้องยอมรับผิด เขายังไม่ทราบว่าหมอบีเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อตัวเอง จนกระทั่งคณะกรรมการทราบเรื่องและให้หมอบีทำเอกสารชี้แจง ซึ่งทางวัดยังไม่ได้เรียกหมอบีมาคุยเพราะหมอบีป่วยและเรื่องราวก็เป็นข่าวเสียก่อน หลังจากเกิดปัญหา ทางวัดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องบัญชีของวัดโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะไปร่วมหัวจมท้ายกับใครนั้น เลขาฯปู ไม่ทราบ

สำหรับมูลนิธินาถะที่กรุงเทพฯ อาจจะต้องมีการประชุมกันก่อนว่าจะปิดและนำเงินมาไว้ที่บัญชีวัดเลยหรือไม่ เลขาฯปู ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่หลานหรือญาติของหลวงพ่อ เขาเริ่มต้นจากการเป็นจิตอาสา จนได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการวัด โดยได้รับค่าตอบแทนเพียงหลักหมื่นบาท และยังมีอาชีพส่วนตัวทำควบคู่กันไป แม้จะมีคนบอกว่าเขาร่ำรวยจากวัด แต่เขายืนยันว่าต้องมีหลักฐานและข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ หากตำรวจต้องการตรวจสอบ เขาก็ไม่กังวล แต่สิ่งที่เขากังวลคือคนใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ หลายคนอยากให้เขาลาออก แต่เขาอยากให้ทุกคนเข้าใจและแยกแยะเรื่องราวให้ได้ เขาจึงขอให้ทุกคน “นานาจิตตัง”

เลขาฯปู ยอมรับว่ารายได้หลักของเขามาจากค่าตอบแทนที่วัดให้ ส่วนรายได้อื่นๆ มาจากอาชีพเสริม นอกจากนี้ยังมีคนกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและอาวุธสงคราม ซึ่งเขาขอให้ผู้กล่าวหาไปหาหลักฐานมายืนยัน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้กิจนิมนต์บางอย่างของหลวงพ่อต้องถูกยกเลิก รวมถึงศรัทธาของผู้ที่ต้องการทำบุญกับวัดและมูลนิธิลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยเกือบ 200 ชีวิต, สัตว์เลี้ยง และเด็กนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัด

ผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ

จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วย เด็ก และสัตว์จำนวนมาก การที่ศรัทธาของผู้บริจาคเริ่มลดน้อยลง อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้ที่อยู่ในความดูแลของวัด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด

นานาจิตตัง: ความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นในสังคม นานาจิตตัง เป็นคำที่ใช้อธิบายความแตกต่างนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในตัวบุคคล การตีความข้อเท็จจริง หรือการตัดสินใจในการบริจาคเงิน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและแสดงออกในแบบของตนเอง

สำหรับกรณีที่มีผู้ออกมาโพสต์ข่าวเกี่ยวกับการยิงอดีตผู้สื่อข่าวเมื่อปี 2564 และพยายามเชื่อมโยงกับตน เลขาฯปู ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากอดีตผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวเชื่อว่าเขาเกี่ยวข้อง ก็สามารถแจ้งความได้เลย

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า นานาจิตตัง ความคิดที่แตกต่างคือเรื่องธรรมดา

ที่มา – นานาจิตตัง! ‘เลขาฯปู’ กก.วัดพระบาทน้ำพุ แจงปม ‘หมอบี’ วอนสังคมแยกแยะ

บุรีรัมย์ต่อสัญญา ศุภณัฏฐ์ ถึงปี 2028!

“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ประกาศต่อสัญญา “แบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าทีมชาติไทย ออกไปเรียบร้อยแล้ว ระยะสัญญาถึงปี 2028 นั่นเอง ข่าวการต่อสัญญา ศุภณัฏฐ์ ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการแสดงความมั่นใจของสโมสรที่มีต่อดาวรุ่งรายนี้

ศุภณัฏฐ์ เป็นเด็กปั้นของ บุรีรัมย์ เคยถูกส่งตัวไป โอเอช ลูเวิน ก่อนกลับปราสาทสายฟ้า ปัจจุบันอายุ 23 ปีนั่นหมายความว่า สัญญาฉบับนี้จะอยู่จนถึง เจ้าแบงค์ อายุ 26 ปี การต่อสัญญา ศุภณัฏฐ์ ครั้งนี้จึงเป็นการผูกอนาคตของนักเตะไว้กับสโมสรอย่างยาวนาน สร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาฝีเท้าและสร้างผลงานให้กับทีม

ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต่อสัญญา ศุภณัฏฐ์

การตัดสินใจต่อสัญญาครั้งนี้ของ ศุภณัฏฐ์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อสโมสร และความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดต่อไปในอนาคต แฟนบอลต่างคาดหวังว่าเขาจะสามารถพัฒนาฝีเท้าขึ้นไปอีกระดับ และเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ต่างๆ ได้อีกมากมาย

อนาคตของศุภณัฏฐ์กับบุรีรัมย์

ด้วยวัยเพียง 23 ปี ศุภณัฏฐ์ยังมีเวลาอีกมากที่จะพัฒนาฝีเท้า และสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและสโมสร การต่อสัญญาครั้งนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะได้ใช้งานนักเตะที่มีความสามารถและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ศุภณัฏฐ์เคยมีประสบการณ์ในการค้าแข้งในต่างประเทศกับโอเอช ลูเวิน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เขาเติบโตขึ้นเป็นนักเตะที่ดีขึ้น การกลับมาเล่นให้กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

แน่นอนว่าการต่อสัญญาครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งตัวนักเตะและสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะมีผู้เล่นที่มีคุณภาพอยู่ในทีมต่อไปในระยะยาว ในขณะที่ศุภณัฏฐ์ ก็จะได้รับโอกาสในการพัฒนาฝีเท้าและสร้างชื่อเสียงกับสโมสรที่เขาเติบโตมา

แฟนบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต่างตื่นเต้นและยินดีกับการต่อสัญญาของศุภณัฏฐ์ พวกเขาเชื่อมั่นว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมประสบความสำเร็จในฤดูกาลต่อๆ ไป และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่

การต่อสัญญา ศุภณัฏฐ์ ครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการฟุตบอลไทย และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะพัฒนาและสร้างนักเตะไทยให้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ

ที่มา – ‘บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ ประกาศต่อสัญญา ‘ศุภณัฏฐ์’

ทรัมป์สั่งสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ไม่นับผู้ลี้ภัย

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแสดงความต้องการให้มีการจัดทำ “ข้อมูลสำมะโนให้เป็นปัจจุบันและมีความแม่นยำสูง” โดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงและตัวเลขปัจจุบันที่ได้มาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2567 แม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอย่างชัดเจน แต่ทรัมป์กล่าวว่าข้อมูลที่จะรวบรวมใหม่นี้จะต้องไม่ครอบคลุมถึง “บุคคลที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอย่างผิดกฎหมาย” หรือเรียกได้ว่าเป็นการกีดกัน สำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ที่จะเกิดขึ้น

ข้อเรียกร้องดังกล่าวของทรัมป์ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็น การละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2333 ที่ระบุว่าการสำรวจสำมะโนประชากรจะต้องเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี และต้องเป็นการนับจำนวน “ทุกคน” ที่อาศัยอยู่ในรัฐนั้น รวมถึงผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองด้วย การที่จะสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ โดยกีดกันผู้อพยพผิดกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักการนี้

กำหนดการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในปี 2573 แต่บางรัฐได้เริ่มเตรียมการแล้ว คำกล่าวของทรัมป์ไม่ได้มีการเจาะจงว่าต้องการให้กระบวนการสำรวจสำมะโนประชากรในปีนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการ หรือต้องการให้มีการสำรวจก่อนถึงเวลานั้นกันแน่

การสำรวจสำมะโนประชากรมีความสำคัญในทางการเมือง รวมถึงในสหรัฐฯ เช่นกัน เนื่องจากจำนวนประชากรคือตัวกำหนดจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละรัฐ ศูนย์วิจัยพิวเคยประเมินว่า หากผลการสำรวจสำมะโนประชากรเมื่อปี 2563 ไม่นับรวมผู้อพยพซึ่งไม่มีเอกสาร จำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรสำหรับรัฐฟลอริดา รัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐเทกซัส จะลดลงรัฐละ 1 ที่นั่ง

ทรัมป์สั่งสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ไม่นับผู้ลี้ภัย

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญหลายประการ:

  • ทรัมป์มีเป้าหมายอะไรในการผลักดันให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรใหม่?
  • การเปลี่ยนแปลงวิธีการสำรวจสำมะโนประชากรจะส่งผลกระทบต่อการเมืองของสหรัฐฯ อย่างไร?
  • รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ จะสามารถปกป้องสิทธิของผู้อพยพได้หรือไม่?

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสำรวจสำมะโนประชากรใหม่

หากมีการสำรวจสำมะโนประชากรใหม่โดยไม่นับรวมผู้อพยพผิดกฎหมาย จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายภาคส่วน:

  • การเมือง: จำนวนผู้แทนในสภาคองเกรสของแต่ละรัฐอาจเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณและอำนาจทางการเมือง
  • เศรษฐกิจ: ข้อมูลสำมะโนประชากรถูกนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การไม่นับรวมผู้อพยพอาจทำให้การวางแผนคลาดเคลื่อน
  • สังคม: การกีดกันผู้อพยพในการสำรวจสำมะโนประชากรอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรงขึ้น

การกระทำของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและสังคมของสหรัฐฯ การติดตามสถานการณ์และความเข้าใจในผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสำรวจสำมะโนประชากรที่ครอบคลุมและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม การกีดกันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกจากกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ทรัมป์สั่งสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ลั่นต้องไม่นับ “ผู้อพยพผิดกฎหมาย”

กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ คุ้มกัน ‘แวนซ์’

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่า น.ส.เทเลอร์ ฟาน เคิร์ก โฆษกของแวนซ์ ชี้แจงรายงานดังกล่าวว่า รองประธานาธิบดีไม่ทราบถึงการร้องขอ ให้เปลี่ยนทิศทางการไหลของแม่น้ำลิตเติล ไมอามี ในรัฐไอโฮโอ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ซึ่งตอนนั้นแวนซ์และครอบครัวกำลังล่องเรือท่องเที่ยวไปตามแม่น้ำสายดังกล่าว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 41 ปีของรองผู้นำสหรัฐ

ฟาน เคิร์กเสริมว่า หน่วยอารักขามักใช้มาตรการป้องกัน โดยที่บุคคลสำคัญไม่ทราบมาก่อน ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับแวนซ์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐโอไฮโอและอีกหลายภาคส่วน พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางครั้งนี้ หลังเดอะ การ์เดียน เสนอรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำลิตเติลไมอามี เพิ่มสูงขึ้น “โดยเจตนา”

ด้านนายแอนโทนี กูกลิเอลมี โฆษกของซีเครต เซอร์วิส อธิบายว่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ซีเครต เซอร์วิส ขอให้หน่วยวิศวกรของกองทัพบกสหรัฐ กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ จากทะเลสาบซีซาร์ครีก ซึ่งเชื่อมต่อลิตเติล ไมอามี กับแม่น้ำเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเรือที่ซีเครต เซอร์วิส ใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยหรืออพยพฉุกเฉิน เป็นเรือที่มีเครื่องยนต์และใช้งานได้แค่ในน้ำลึก ต่างจากเรือของแวนซ์ ซึ่งเป็นเรือคายัคและแคนู

นอกจากนั้น กูกลิเอลมีกล่าวด้วยว่า หน่วยสืบราชการลับและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาธารณะในท้องถิ่น ร่วมกันลาดตระเวนล่วงหน้าและผลการตรวจสอบพื้นที่ปรากฏว่า มีเรือความปลอดภัยสาธารณะลำหนึ่งเกยตื้น เนื่องจากระดับน้ำต่ำเกินไป.

รายงานนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการพักผ่อนส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูง แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยปกติ แต่ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ คุ้มกัน ‘แวนซ์’

การตัดสินใจของกองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอเพื่อคุ้มกันรองประธานาธิบดีแวนซ์ในการล่องเรือฉลองวันเกิด กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและสร้างภาระให้กับประชาชน

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผลในการเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวมาจากภาษีของประชาชน นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในแม่น้ำอย่างกะทันหัน

ความขัดแย้งและการวิพากษ์วิจารณ์

ภายหลังเกิดเหตุการณ์กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ สมาชิกพรรคเดโมแครตและประชาชนจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างไม่เหมาะสมและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการความเท่าเทียมกันและความโปร่งใสในการบริหารงาน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงว่า การเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยปกติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องรองประธานาธิบดีจากการถูกคุกคามหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น แม้กระนั้น คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายความสงสัยและความไม่พอใจของประชาชนได้ทั้งหมด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและความโปร่งใสในการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลสำคัญและการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

  • การตรวจสอบความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากรของรัฐ
  • การทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลสำคัญ
  • การสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน

ในท้ายที่สุด กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ เพื่อคุ้มกันรองประธานาธิบดีเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ทั้งด้านความเหมาะสม ความโปร่งใส และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาล

ที่มา – กองทัพสหรัฐเพิ่มระดับแม่น้ำในรัฐโอไฮโอ คุ้มกัน ‘แวนซ์’ ล่องเรือฉลองวันเกิด

โปลิศ เทโร มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด พร้อมลุย!

“มังกรโล่เงิน” โปลิศ เทโร เอฟซี ทีมในไทยลีก 2 “บีวายดี ซีล 5 ลีก 2” เปิดตัวสโมสรสู้ฤดูกาล 2025-26 ที่สยามพารากอน วันที่ 8 ส.ค.68 มี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ประธานสโมสรเป็นประธานในงาน

โดย นายชัยธัช ชัยจินดา ผู้อำนวยการสโมสร กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสโมสรอยู่ในจุดที่ไม่ค่อยแน่นอน แต่สุดท้ายทีมงานก็ช่วยกันคลี่คลายฤดูกาลใหม่ มั่นใจว่าพร้อมมาก เป้าหมายขึ้นไทยลีก 1 ให้ได้ นำโดย โฆเซ อัลเวส บอร์จีส กุนซือชาวบราซิเลียน มากประสบการณ์ และเป้าหมายสำคัญคือ โปลิศ เทโร มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ให้ได้ในฤดูกาลนี้

ขณะที่ นายวรภพ พงษ์สุวรรณ ผู้จัดการทีม กล่าวถึงการย้ายสนามเหย้า จากสนามบุณยะจินดา ไปใช้ เอ็นที สเตเดียม (ทีโอที สเตเดียม)​ แจ้งวัฒนะ ว่าอยู่ในช่วงยื่นขอย้ายสนามกับทางไทยลีกซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหา ทันนัดเปิดสนามกับ จันทบุรี เอฟซี ในวันที่ 15 ส.ค.นี้ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาทีมเพื่อ โปลิศ เทโร มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด

ด้าน โฆเซ่ อัลเวส บอร์จีส กุนซือชาวบราซิเลี่ยน กล่าวว่า เป้าหมายของตัวเองในปีนี้คือต้องการคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่ไทยลีกแบบอัตโนมัติ ด้วยการจบ 2 อันดับแรกให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่ทีมมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ

โปลิศ เทโร มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด

การเตรียมความพร้อมของทีม โปลิศ เทโร มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกซ้อมและการเสริมทัพนักเตะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงสนามเหย้าใหม่เพื่อรองรับแฟนบอลที่จะเข้ามาให้กำลังใจทีมอย่างเต็มที่ การย้ายสนามเหย้าไปยัง เอ็นที สเตเดียม ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่คึกคักและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้นสำหรับแฟนบอลทุกคน

ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลื่อนชั้น

อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้โปลิศ เทโร สามารถเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ? นอกจากความสามารถของนักเตะและโค้ชแล้ว การสนับสนุนจากแฟนบอลก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง กำลังใจจากแฟนบอลจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทีมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการบริหารจัดการทีมที่ดี การมีผู้บริหารที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่จะช่วยให้ทีมมีความมั่นคงและสามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การเสริมทัพนักเตะที่มีคุณภาพ
  • การวางแผนการฝึกซ้อมที่เข้มข้นและมีประสิทธิภาพ
  • การสร้างทีมสปิริตและความสามัคคีในทีม
  • การได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลอย่างเต็มที่
  • การบริหารจัดการทีมที่ดีและมีประสิทธิภาพ

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ โปลิศ เทโร มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะก้าวขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดและสร้างความสำเร็จให้กับสโมสรและแฟนบอลทุกคน

การที่โปลิศ เทโรออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทีมในการที่จะกลับไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม หนทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทีมจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากมากมาย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและการสนับสนุนจากแฟนบอล โปลิศ เทโร จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปได้และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่มา – พร้อมมาก! ‘โปลิศ เทโร’ มั่นใจเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

เมื่อเวลา 13.30 น. วันศุกร์ที่ 8 ส.ค. 68 ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 ณ อาคารวิทยบริการและบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญ เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’กิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 ก.ค. 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า “สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการ ทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้ สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

กอร์ปกับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้นๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป.

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน

“>

การตัดสินใจครั้งนี้ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งเกียรติและความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ การกระทำที่ขัดต่อคุณธรรมและผลประโยชน์ของประเทศชาติ ย่อมนำมาซึ่งการทบทวนและเพิกถอนสถานะดังกล่าวได้

ทำไม ม.รามฯ ถึงเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

“>

เหตุผลหลักมาจากการที่สมเด็จ ฮุนเซน มีพฤติกรรมที่ขัดต่อคำประกาศเกียรติคุณเดิมที่มหาวิทยาลัยมอบให้ โดยเฉพาะการมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย การสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ

การเพิกถอนปริญญาในครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ และผลกระทบของการกระทำต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา

ที่มา – ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ ใช้ความรุนแรง-ไร้มนุษยธรรมต่อคนไทย

หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC หลังลงนาม

จากกรณี “นายนิกรเดช พลางกูร” อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า  คณะผู้แทนไทยที่นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาการแทน รมว.กลาโหม เข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลา 14.00 น. และเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย โดยมีมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประชุมดังกล่าวที่เป็นส่วนหนึ่งในกลไกหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งนี้ ก่อนการประชุมจีบีซีจะเริ่มขึ้น ประธานของฝ่ายไทยและกัมพูชาได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความยินดีต่อการหยุดยิง และเน้นย้ำว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคีซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทย ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ประธานพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์แสดงความกังวล ลงแฟนเพจ วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom หลัง “ฮุน เซน” ละเมิดจีบีซี ตามที่มีการประชุมไทย-กัมพูชา ที่ตกลงไว้ 13 ข้อ ได้ละเมิดในข้อ 9 ซึ่งมีรายละเอียดงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “แค่วันแรก “ฮุน เซน” ก็ละเมิดจีบีซี ตามที่มีการประชุมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ซึ่งฝ่ายไทยมี “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาการแทน รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามี “พล.อ.เตีย เซฮา” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ”

นอกจากนี้ “ผลการเจรจาได้มีการลงนามร่วมกัน ในวันที่7 สิงหาคมนี้ ที่ประเทศมาเลเซีย สิ่งที่น่าแปลกใจที่ฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วยใน 2 เรื่องคือ ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง สิ่งที่น่ากังวลใจ หลังการลงนามเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้น 8 สิงหาคม เพจของ “ฮุน เซน” ก็ได้ทำการละเมิดข้อตกลง ที่ตกลงไว้ 13 ข้อ ได้ละเมิดในข้อ 9 ซึ่งมีรายละเอียด “งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม”

อีกทั้ง “เพราะเช้านี้เองในเพจส่วนตัวของ “ฮุน เซน” ได้มีการทำคลิปเผยแพร่ แม้จะเขียนข้อความว่า เชิญชมเพลง “กัมพูชาต้องการสันติภาพและความยุติธรรม” แต่ในสาระล้วนโจมตีมาที่ฝ่ายไทย โจมตีว่าไทยเราทำลายวัดที่เป็นมรดกโลก เรียกร้องให้ปล่อยตัวเชลยศึก หรือแม้แต่ใช้ข้อความ Thailand land of Bullies และภาพประกอบเพลงที่สื่อว่าโจมตีฝ่ายไทย”

“เพียงแค่วันเดียว “ฮุน เซน” ยังกล้าละเมิดข้อตกลง ด้วยการเผยแพร่ข่าวปลอม มีหรือที่ในอนาคต “ฮุน เซน” จะยอมเคารพข้อตกลง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ประเทศต่างๆเขาเคารพกัน อยากบอกไปยังรัฐบาลนะครับ ที่ผ่านมาทั้งภูมิธรรมก็ผิดพลาดไปรับคำสั่งหยุดยิง พลเอกณัฐพลก็ผิดพลาด ที่ไปแถลงปกป้องรัฐบาลเขมร เรื่องการละเมิดการหยุดยิงหลังเที่ยงคืน ว่าเป็นเรื่องระดับปฏิบัติ วันนี้ “ฮุน เซน” กำลังละเมิดข้อ 9 ของข้อตกลง 13 ข้อ พวกท่านจะว่าอย่างไร”

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ประธานพรรคไทยภักดี ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดข้อตกลงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และความตั้งใจจริงของผู้นำกัมพูชาในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความร่วมมือในด้านต่างๆ ในอนาคต

ความกังวลต่อการละเมิดข้อตกลง GBC โดยฮุน เซน

การที่ หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC ได้สร้างความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความน่าเชื่อถือและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงอนาคตของความร่วมมือระหว่างประเทศ และความจริงจังในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน

การละเมิดข้อตกลง GBC โดยฮุน เซน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการเจรจาและข้อตกลงระหว่างประเทศ หากผู้นำไม่เคารพข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ จะทำให้การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

เหตุการณ์ หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ หากผู้นำไม่เคารพข้อตกลง จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความน่าเชื่อถือ และความร่วมมือในอนาคต

ที่มา – ‘หมอวรงค์’ ฟาดแรง ‘ฮุน เซน’ ละเมิดข้อตกลง GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม

ราชบุรีจัด “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปี 2

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่บริเวณข้างที่ว่าการกำนันตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นายเฉลิม นวมนิ่ม สหกรณ์จังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2 โดยมีพระครูสังฆรักษ์ สายชล ฐิตสาโร เจ้าอาวาสวัดเกาะลอย คณะครู นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

นายธวิทย์ กุศลอภิบาล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมการปลูกข้าว การอนุรักษ์พันธุ์ข้าว และการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ตำบลเกาะพลับพลา และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้แก่เยาวชน ผ่านกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การดำนา การเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ข้าว การสาธิตแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนา ทั้งนี้ โครงการยังเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกร และการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าว เช่น ประเพณีแรกนาขวัญ การทำข้าวเม่า และการสวดมนต์ข้าวใหม่ เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของข้าวไทย และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางอาหาร

ซึ่งกิจกรรมในปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมีการติดตามผลจากโรงเรียนที่เข้าร่วม พบว่าเด็กมีความเข้าใจในกระบวนการผลิตข้าวมากขึ้น และเริ่มสนใจวิถีชีวิตแบบพอเพียงซึ่งเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา

ราชบุรีสานต่อโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว”

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ในจังหวัดราชบุรี เป็นโครงการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลูกฝังความรู้และความรักในข้าวไทยให้กับเยาวชนตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าของข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย

ทำไมโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ถึงสำคัญ?

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าว ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจการพึ่งพาตนเองทางอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การที่เยาวชนมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการผลิตอาหาร จะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

การที่เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการปลูกข้าว จะทำให้พวกเขาเข้าใจถึงความยากลำบากของชาวนา และเห็นคุณค่าของข้าวทุกเม็ดที่พวกเรารับประทานกันทุกวัน ซึ่งจะนำไปสู่การบริโภคอย่างรู้คุณค่า และการลดการสูญเสียอาหาร

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความรู้และการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ดังนั้น เราจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกพื้นที่ของประเทศ

ที่มา – ราชบุรี เปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2

UTme ถันยรักษ์ฯ ครูปาน x ยูนิโคล่

เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี แห่งการดำเนินงานของ มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการขับเคลื่อนภารกิจสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและตระหนักรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านมของตนเอง…ล่าสุด มูลนิธิถันยรักษ์ฯ โดย นางบุษดี เจียรวนนท์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิ ร่วมกับ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นางเขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ และครูปาน – สมนึก คลังนอก ศิลปินชื่อดังของไทย เปิดตัว UTme ถันยรักษ์ฯ คอลเลคชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แนวคิด “The Power of Self-Love”ผ่านคาแรกเตอร์ Cocoon น่ารักๆ ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ให้สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ในสไตล์ของคุณลงบนเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ด้วยบริการ UTme ที่เป็นการผสานเทคโนโลยีการพิมพ์แบบเรียลไทม์เข้ากับแพลตฟอร์มสร้างสรรค์ลวดลายเฉพาะตัวผ่านหน้าจอสัมผัส ให้ทุกคนสามารถออกแบบและรับสินค้าได้ภายในไม่กี่นาที ทั้งยังสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ณ ร้านยูนิโคล่ 3 สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ เมกาบางนา และไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้ – 30 มกราคม 2569

คอลเลคชันนี้มุ่งเน้นให้ผู้หญิงทุกคนหันมา “รักและดูแลสุขภาพของตัวเอง เพื่อคนที่เรารัก ผ่านคาแรกเตอร์ Cocoon ซึ่งครูปานออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสื่อถึงพลังบวก ความสดใส และการมองโลกในแง่ดี โดยนำเสนอผ่าน 4 แนวคิดสำคัญ ได้แก่

รายได้ส่วนหนึ่ง ยูนิโคล่ จะร่วมสมทบทุนให้กับมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อสนับสนุนภารกิจการส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้หญิงไทยและทั่วโลก

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ได้ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนแนวคิด “The Power of Self-Love” ผ่านการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารและการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของผู้หญิง โดยมุ่งหวังให้ทุกคนในสังคมเห็นคุณค่าในตนเอง และเข้าถึงองค์ความรู้ในการป้องกันภัยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นไปตามภารกิจของมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า “การป้องกันที่ดีที่สุด คือการค้นพบที่เร็วที่สุด”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมกับศูนย์ถันยรักษ์ ที่ รพ. ศิริราช โทร. 0-2411-5657-9 หรือศูนย์ถันยรักษ์ โครงการ SIRIRAJ H SOLUTIONS โทร. 0-2414-0833 และทางเว็บไซต์ www.thanyarak.or.th และ Facebook: Thanyarak Breast Center

UTme ถันยรักษ์ฯ

UTme ถันยรักษ์ฯ คอลเลคชันพิเศษเพื่อผู้หญิง

UTme ถันยรักษ์ฯ เป็นมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการใส่ใจสุขภาพของผู้หญิง อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมูลนิธิถันยรักษ์ฯ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไปพร้อมกัน

ที่มา – มูลนิธิถันยรักษ์ฯ คอลแลป ครูปาน และยูนิโคล่ เปิดตัว UTme Thanyarak

ขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง ครึ่งปี’68 โตแรง!

แม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขงถือเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ เชื่อมโยงประเทศจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานกับประเทศปลายน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานศุลกากรคุนหมิงระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขงมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณการนำเข้าและส่งออกสินค้ารวม 125,700 ตัน เพิ่มขึ้น 92.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการค้าสูงกว่า 1,500 ล้านหยวน (ประมาณ 6,750 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 136.5% 

เส้นทางขนส่งระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เส้นทางน้ำสีทอง” เชื่อมโยงจีนกับประเทศลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ทั้ง 6 ประเทศ

ครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขงในช่วงครึ่งแรกปี 2025 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของเส้นทางนี้ ในฐานะที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของภูมิภาค การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จะยิ่งช่วยปลดล็อกศักยภาพนี้ให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของการขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง

อะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง? มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีบทบาท ได้แก่:

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น
  • ข้อตกลงทางการค้า: ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น RCEP ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า
  • ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น: ความต้องการสินค้าจากจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โอกาสและความท้าทาย

การเติบโตของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง นำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องได้รับการแก้ไข:

  • ความผันผวนของระดับน้ำ: ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความผันผวนสูงในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน ทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก
  • อุปสรรคทางกฎหมาย: กฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ อาจเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: การขนส่งสินค้าทางน้ำมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การโจรกรรมและการเกิดอุบัติเหตุ

เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและแก้ไขความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกฎระเบียบ และส่งเสริมความปลอดภัยในการขนส่ง

การเติบโตของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของภูมิภาคนี้ การพัฒนาเส้นทางนี้อย่างยั่งยืน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างมั่นคง

ที่มา – ครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง เติบโตพุ่งแรง (คลิป)