ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา ย้ำสหรัฐไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้โลกกลับมาพูดถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากการพบปะหารือร่วมกับผู้นำทั้งสองฝ่าย กล่าวว่าประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี จำเป็นต้อง “ยืดหยุ่น” ในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาได้ประสานงานกับทั้งประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี เซเลนสกี แห่งยูเครนแล้ว และเขาคาดหวังว่าผู้นำรัสเซียจะมีพฤติกรรมในทางบวก หากไม่เช่นนั้น สถานการณ์จะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เดิมพันที่เขาหวังคือการให้โอกาสในการเจรจาอย่างเป็นทางการแทนที่จะเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง

ความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่ทรัมป์เน้นย้ำคือ ผู้นำยูเครนต้อง “ทำในสิ่งที่ต้องทำ” และขณะเดียวกันก็ต้องมีความ ยืดหยุ่น ในการเจรจา เพราะในความเป็นจริง เรื่องราวความขัดแย้งเช่นนี้ไม่สามารถปิดบัญชีกันได้ด้วยการต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการพูดคุยอย่างจริงใจและพร้อมแบ่งเบาภาระ

“เขา (เซเลนสกี) ไม่ใช่เพื่อนของปูตินแน่นอน แต่เขาต้องเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน” ทรัมป์กล่าวเสริม

ในมุมของการสนับสนุนยูเครนจากนานาชาติ ทรัมป์กล่าวชี้แจงว่าประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรต่างมีแนวโน้มที่จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในยูเครน ซึ่งเขารับว่า “ไม่ใช่ปัญหา” แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีนโยบายที่จะทำเช่นนั้น เนื่องจากต้องการ “หยุดการเข่นฆ่า” มากกว่าการเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่

  • ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเจรจาอย่างสันติ
  • มองว่าทั้งเซเลนสกีและปูตินต้อง “ตัดสินใจด้วยตนเอง”
  • ย้ำว่าสหรัฐฯจะไม่ส่งทหารเข้ายูเครน
  • ต้องการให้หันไปใช้แนวทาง ยืดหยุ่น มากขึ้นในการแก้ไขปัญหา

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สมรภูมิความขัดแย้ง แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าผู้นำโลกสามารถคิดนอกกรอบและหาทางออกที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้หรือไม่ การอนุโลมในทางการทูตอาจไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ แต่อาจเป็นการฉลาดที่นำสันติภาพกลับมาได้

ที่มา – ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา ย้ำสหรัฐไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

ทหารเรือเจอโทรศัพท์ทหารเขมร พบคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท. ทร.) ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ขณะปฏิบัติงานในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ พวกเขาระวังพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนพฤติกรรมที่น่าสงสัยของทหารต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทหารเรือเจอโทรศัพท์ทหารเขมร พบคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

หลังจากได้โทรศัพท์มือถือมา ชุดปฏิบัติการได้ใส่แบตเตอรี่และตรวจสอบข้อมูลภายใน โดยพบว่ามีคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชาบุคคลหนึ่งถือทุ่นระเบิดรุ่น PMN-2 และกำลังอธิบายวิธีใช้งานด้วยภาษาเขมร คลิปดังกล่าวมีความน่าสงสัยอย่างยิ่ง เพราะถ่ายทำในลักษณะที่คล้ายกับการเตรียมการฝังทุ่นในพื้นดิน

การตรวจสอบและการรายงานข้อมูล

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดรีบดำเนินการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งการถอดภาพจากวิดีโอ, วิเคราะห์วันที่ในข้อมูลการถ่ายภาพ และตรวจสอบตำแหน่งของทุ่นระเบิดจากเนื้อหาที่ปรากฏในมือถือ ความถี่ของวันถ่ายทำและสถานที่สามารถจับคู่กับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น การตรวจพบทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง

ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อให้กับหน่วยกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อ โดยข้อมูลจากมือถือถือเป็นหลักฐานสำคัญที่มีคุณค่าทางยุทธวิธีและข่าวกรอง ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจลักษณะการแต่งตั้งและการฝึกใช้ทุ่นระเบิด แต่ยังบ่งบอกถึงความพยายามในการแฝงสิ่งอันตรายไว้ในพื้นที่สำคัญ

แนวทางการรับมือและความสำคัญของหลักฐาน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไว-ไหวพริบของเจ้าหน้าที่ นปท. ที่สามารถตัดสินใจตรวจสอบและปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างทันท่วงที การทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พื้นที่ชายแดน เสริมความจำเป็นของการปฏิบัติตามมาตรการความมั่นคงอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ การมีหลักฐานในรูปของภาพและวิดีโอจากโทรศัพท์ยังเป็นการสร้างเส้นทางหลักฐานที่เชื่อถือได้ ทั้งในด้านเทคนิคและเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจตอบโต้ภัยคุกคาม

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงปัญหาระยะยาวเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอาวุธรบและทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนที่ยังค้างคาอยู่จากรอบสงครามในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและอรัญประเทศ ซึ่งยังคงต้องดำเนินภารกิจเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีหรือความเคลื่อนไหวในแนวชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ที่มา – ‘ทหารเรือ’เจอมือถือปริศนา‘ทหารเขมร’อัดคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

บีทีเอสพร้อมรับจ้างเดินรถสายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน

ตามรายงานข่าวล่าสุด สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับโครงการต่อขยาย สายสีเขียวบางหว้า-ตลิ่งชัน ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจาก บีทีเอส ที่พร้อมรับจ้างเดินรถในเส้นทางแห่งนี้ ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในการดำเนินโครงการในอนาคต

บีทีเอสพร้อมรับจ้างเดินรถสายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน

ในปัจจุบัน โครงการรถไฟฟ้าต่อขยาย สายสีเขียวช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน อยู่ระหว่างการทบทวนข้อมูลเดิมที่ได้ศึกษาตั้งแต่ปี 2559 โดยนายกษิดิ วิชิตอักษรพงศ์ ผู้จัดการโครงการ เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา ทั้งทางด้านโครงสร้างถนน ความหนาแน่นของประชากร และต้นทุนในการก่อสร้าง ทำให้ต้องทบทวนข้อมูลการลงทุนใหม่ทั้งหมด

รูปแบบการลงทุนแบบ PPP

ในปัจจุบันแบบโครงการระบุวงเงินลงทุนรวมประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น ค่าก่อสร้างระบบโยธา 14,804 ล้านบาท และค่าดำเนินงานบำรุงรักษา 19,133 ล้านบาท หากดำเนินงานด้วยงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการลงทุน จึงมีแนวคิดใช้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลือกอื่นที่ได้รับการพิจารณาคือ การจ้างเดินรถ ซึ่ง บีทีเอส ให้ความสนใจมากกว่า โดยมีการตั้งหลักประกันว่าบริษัทมีความพร้อมในการบริหารการเดินรถในเส้นทางนี้ด้วยประสบการณ์เดิมในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

เส้นทางโครงการและสถานีที่จะสร้าง

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากสถานีบางหว้า ตามแนวถนนราชพฤกษ์ ไปยังปลายทางที่ตลิ่งชัน ตลอดระยะทาง 7.5 กิโลเมตร แบ่งเป็น 6 สถานี ได้แก่ บางแวก, บางเชือกหนัง, บางพรม, อินทราวาส, บรมราชชนนี และตลิ่งชัน โดยใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ ประมาณ 30 นาที

อย่างไรก็ตาม ได้มีการเสนอข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมถึงการปรับตำแหน่งสถานีตลิ่งชัน เนื่องจากมีระยะห่างจากสถานีตลิ่งชันของสายสีแดงประมาณ 1 กม. อาจส่งผลต่อความสะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างสาย ส่งผลให้มีการพิจารณาทางเลือกเส้นทางเดิมที่เคยถูกตัดทิ้งไว้ด้วย

การพัฒนาสถานีเชื่อมต่อแบบพาณิชย์

ทีมข่าวรายงานว่ามีผู้เสนอแนะให้พัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง สายสีเขียวและสายสีแดง ให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือทางจักรยาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางของผู้ใช้บริการในอนาคต

จากผลสรุปเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่า บีทีเอส สนใจดำเนินโครงการในรูปแบบการจ้างเดินรถ มากกว่าการร่วมทุนแบบ PPP และจะต้องมีการเจรจาอย่างใกล้ชิดกับ กทม. รวมถึงบริษัทในเครือ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมให้กับทั้งสองฝ่ายในระยะต่อไป

ในที่สุด ข้อคิดเห็นของประชาชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างการเชื่อมต่อที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจในเขตกรุงเทพมหานคร โดยในอนาคตโครงการนี้อาจเป็นโอกาสให้กรุงเทพฯ ได้เดินหน้าพัฒนาการคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามการพัฒนาระบบขนส่งของกรุงเทพ อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ สายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน ที่จะเปลี่ยนการเดินทางของคุณในอนาคตอย่างแน่นอน

ที่มา – “บีทีเอส” พร้อมรับจ้างเดินรถ “สายสีเขียว” ต่อขยาย “บางหว้า-ตลิ่งชัน” 7.5 กม.

คนอเมริกันเจน Z กว่า 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานด้วย

ผลการศึกษาล่าสุดเผยให้เห็นภาพชัดเจนว่า คนรุ่นเจนเนอเรชัน Z ในสหรัฐอเมริกา หลายกลุ่มยังคงมีพ่อแม่เข้าไปมีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการหางาน จนกระทั่งพาไปสัมภาษณ์งานด้วย ถึงกับมีข้อมูลเปิดเผยว่า คนอเมริกันเจน Z กว่า 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานกับนายจ้างในระหว่างการสมัครงาน

คนอเมริกันเจน Z กว่า 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานด้วย

การสำรวจครั้งนี้ระบุว่า ชาวอเมริกันวัยทำงานใต้ 27 ปี หรือที่จัดอยู่ในกลุ่มเจน Z มีพฤติกรรมที่น่าวิเคราะห์อย่างมาก โดย คนอเมริกันเจน Z กว่า 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานด้วย และ 79% ยอมรับว่าพ่อแม่ยังติดต่อกับบริษัทเพื่อขอขึ้นเงินเดือน ขอเลื่อนตำแหน่ง หรือแม้แต่ลาหยุดแทนลูก

จากการสำรวจ 831 คนทั่วสหรัฐฯ

ทีมผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจกลุ่มเจน Z ที่ทำงานอยู่แล้ว จำนวน 831 คน เพื่อศึกษอบทบาทของพ่อแม่ทั้งก่อนเริ่มงานและระหว่างการทำงาน โดยมีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

  • 44% เคยพาพ่อแม่เข้าร่วมการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว
  • 29% มีพ่อแม่ร่วมในการสัมภาษณ์ออนไลน์ด้วย
  • 34% ยอมรับว่าพ่อแม่เป็นคนตอบคำถามแทนในการสัมภาษณ์
  • 27% พ่อแม่เป็นผู้เจรจาเรื่องค่าตอบแทนให้ลูก

แม้ได้งานแล้ว ก็ยังต้องอาศัยพ่อแม่อยู่

ข้อมูลที่น่าสนใจไม่หยุดเพียงแค่ขั้นตอนการสมัครงาน เพราะเมื่อได้งานแล้ว พวกเขายังคงต้องการให้พ่อแม่เข้ามาช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย โดย

  • 83% ให้พ่อแม่ช่วยเตรียมอาหารกลางวัน
  • 73% มีพ่อแม่ช่วยทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จ
  • 57% พาพ่อแม่ไปทำงานที่สถานที่ทำงาน

การพึ่งพาเกินขีดจำกัด?

จูเลีย ทูธเอเคอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อาชีพจาก ResumeTemplates เตือนว่า การให้พ่อแม่เข้าไปมีบทบาทมากเกินไปในขั้นตอนการทำงาน ไม่เพียงแต่จะส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของลูกต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนโอกาสในการพัฒนาตนเอง เมื่อต้องพึ่งพาตลอดเวลา

เธอแนะนำว่า “พ่อแม่สามารถช่วยแนะนำแนวทาง เขียนเรซูเม่ หรือทบทวนอีเมลได้ แต่ไม่ควรเป็นผู้แทนในการทำงานโดยตรง”

สรุปพฤติกรรมของคนเจน Z

  • 31% มีพ่อแม่เขียนเรซูเม่ให้
  • 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งาน
  • 53% ให้พ่อแม่พูดคุยกับฝ่ายจัดการสมัครงานแทน
  • 45% มีพ่อแม่คุยกับผู้จัดการงานเป็นประจำหลังได้งานแล้ว
  • 73% ให้พ่อแม่ช่วยทำงานจนเสร็จ

แม้การได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่จะเป็นสิ่งดีในบางแง่มุม แต่มืออาชีพใหม่ต้องเริ่มฝึกตัวเอง เพื่อพัฒนาทักษะและความมั่นใจในการทำงานอย่างแท้จริง

ที่มา – ผลการศึกษาเผย คนอเมริกันเจน Z กว่า 77% พาพ่อแม่ไปสัมภาษณ์งานด้วย

“เสี่ยประชัย”คอตกนอนคุกลังศาลอาญาคดีทุจริตภ.1 ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาประกัน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญในคดีของ“เสี่ยประชัย” หรือนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุกนายประชัยเป็นเวลา 8 ปี เนื่องจากใช้โฉนดที่ดินปลอมในการดำเนินการในพื้นที่ป่า

“เสี่ยประชัย”คอตกนอนคุกลังศาลอาญาคดีทุจริตภ.1 ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาประกัน

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งจำคุกพนักงานคนหนึ่งของบริษัทด้วยโทษเดียวกัน พร้อมปรับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวน 160,000 บาท ซึ่งถือเป็นการลงโทษที่เข้มงวดต่อความผิดในข้อหาใช้เอกสารปลอมเพื่อผลประโยชน์ขององค์กร

ศาลส่งคำขอประกันไปยังศาลอุทธรณ์

ภายหลังคำพิพากษา ทนายความของ“เสี่ยประชัย”ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการอุทธรณ์ โดยนำหลักทรัพย์มายื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าควรส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อให้มีการพิจารณาคำสั่งประกันอย่างเป็นทางการ ทำให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องนำตัว“เสี่ยประชัย”จำเลยที่ 2 มารับไว้ที่เรือนจำกลางสระบุรีเพื่อรอคำสั่งจากศาลอุทธรณ์ในอีก 1-3 วันข้างหน้า

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ได้มองข้ามความมีอำนาจและอิทธิพลของผู้ถูกกล่าวหา แต่ดำเนินการตามหลักกฎหมายอย่างเท่าเทียม สื่อต่างๆ จึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งในประเด็นการใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ และการขอประกันของ“เสี่ยประชัย”ซึ่งอาจเป็นกรณีตัวอย่างที่มีคุณภาพในการพิจารณาในอนาคต

การดำเนินคดีที่เข้มงวดในกรณีของ“เสี่ยประชัย”สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมขององค์กรปกครองที่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะมีสถานะหรือตำแหน่งทางสังคมใด การยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับ“เสี่ยประชัย”ในการชี้แจงข้อเท็จจริงและขอรับการพิจารณาคดีต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมายของทุกฝ่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญของระบบยุติธรรมไทย ซึ่งประชาชนควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อติดตามเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อทิศทางของกฎหมายและพฤติกรรมของผู้บริหารระดับสูงในอนาคต

ติดตามการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีของ“เสี่ยประชัย”ได้ที่เว็บไซต์ข่าวที่รายงานอย่างตรงไปตรงมาและมีความน่าเชื่อถือสูง พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในวงการกฎหมายและสังคม

ที่มา – “เสี่ยประชัย”คอตกนอนคุกลังศาลอาญาคดีทุจริตภ.1 ส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาประกัน

‘สุชาติ’ ลงพื้นที่ไร้เงา ‘หลวงพ่ออลงกต’ ปมปัญหายังไม่เคลียร์ทุกประเด็น

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมด้วยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ อำเภอเมืองลพบุรี เพื่อชี้ข้อเท็จจริงกรณีที่วัดตกเป็นข่าววุ่นวายหลายประเด็น โดยมี ‘สุชาติ’ ลงพื้นที่ไร้เงา ‘หลวงพ่ออลงกต’ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

‘สุชาติ’ ลงพื้นที่ไร้เงา ‘หลวงพ่ออลงกต’

ขณะที่ตัว หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ลาออกจากตำแหน่งในวันนี้ ซึ่งเป็นการวางตัวเพื่อความปลอดภัยระหว่างตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ ระบุว่า การมาดูพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการไม่ต้องการให้เกิดวิกฤติศรัทธาของประชาชน พร้อมทั้งต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่กระทบต่อบรรยากาศทางศาสนา

พิสูจน์ข้อเท็จจริงกับข้อมูลที่ยังคลุมเครือ

แม้ทางวัดจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่จากการสอบถามข้อมูลของผู้สื่อข่าว สุชาติยังไม่เห็นความชัดเจนจากฝ่ายวัด ทั้งในเรื่องการใช้เงินของวัดและการดำเนินงานของหลายมูลนิธิ รวมถึงการครอบครองที่ดินจำนวนมากโดยกรรมการของมูลนิธิบางราย

“‘สุชาติ’ ลงพื้นที่ไร้เงา ‘หลวงพ่ออลงกต’ ทำให้เห็นว่ายังมีหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน เช่น การใช้เงินมูลนิธิไปก่อสร้างอคาเดมี่ และสนามกีฬาจำนวนมาก ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทต่อเดือน โดยไม่แน่ชัดว่าเป็นหน้าที่ของวัดหรือไม่” สุชาติกล่าว

  • การตรวจสอบการเงินมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับวัด
  • การครอบครองที่ดินของกรรมการมูลนิธิส่วนบุคคล
  • ความถูกต้องของวุฒิการศึกษาที่ใช้ในการเลื่อนสมณศักดิ์
  • ปัญหาระบบบริหารจัดการของวัด

โดยเฉพาะการบริจาคที่บางครั้งถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด หรือแม้กระทั่งการใช้ชื่อของหลวงพ่อบางรายไปเป็นชื่อบัญชีเพื่อรับเงินบริจาค ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้ชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจเป็นการคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคอย่างสิ้นเชิง

ด้านการดำเนินคดี นายสุชาติกล่าวว่า หากพบว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต ปรากฏว่าผิดจริง เช่น วุฒิการศึกษาปลอม หรือมีพฤติกรรมประพฤติปฏิบัติที่ผิดวินัย สำนักพุทธศาสนาจะส่งเรื่องไปยังมหาเถรสมาคมดำเนินการตามกฎหมายและวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนมีความคาดหวังต่อวัดในด้านการรักษาคนไข้และสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสังเกตของกรณีนี้ สุชาติได้ระบุว่า สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอย่างรัดกุมและโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับงบประมาณหรือเงินบริจาค

ในตอนท้ายของการประชุม ซึ่งใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง สุชาติแจ้งว่า จะให้เวลาประมาณ 10 วันให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น หลังจากนั้นจะมีการประเมินและดำเนินการเชิงนโยบายเพื่อป้องกันปัญหาลักษณะนี้ในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ติดตามคดีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารที่จะทยอยออกมา เพราะข้อเท็จจริงที่ได้รับการเปิดเผย อาจเปลี่ยนแปลงมุมมองของหลายคนเกี่ยวกับปัญหาทางศาสนาในสังคมไทย

ที่มา – ‘สุชาติ’ ลงพื้นที่ไร้เงา ‘หลวงพ่ออลงกต’ ปมปัญหายังไม่เคลียร์ทุกประเด็น

วงการสีกากีเศร้า! สว.สส. สภ.หล่มเก่า ใช้ปืนยิงตัวดับในรถยนต์ คาดเครียดสะสม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ต.ท. พิทักษ์ ฝั้นสุข พนักงานสอบสวน สภ.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตภายในรถยนต์ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวรและหน่วยกู้ภัยฯ

วงการสีกากีเศร้า! สว.สส. สภ.หลёмเก่า เสียชีวิตกลางรถยนต์

ในที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านค้าในพื้นที่หมู่ 9 ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก พบรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีขาว ทะเบียน ผก 2066 เพชรบูรณ์ ภายในรถพบร่างผู้เสียชีวิตยศ พ.ต.ต.ตำแหน่ง สารวัตร (สอบสวน) สภ.หล่มเก่า นอนเสียชีวิตอยู่บนเบาะที่นั่งคนขับในลักษณะเอนหลังลง

พบบาดแผลจุดเดียว คาดฆ่าตัวตายจากความเครียด

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบร่องรอยบาดแผลถูกยิงที่บริเวณขมับซ้าย ข้างกายมีอาวุธปืนขนาด .38 ตกอยู่ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือความเสียหายของทรัพย์สินแต่อย่างใด

สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่จากหลักฐานเบื้องต้น ตำรวจคาดว่า พ.ต.ต. รายนี้ฆ่าตัวตายเนื่องจากความเครียดสะสมจากการทำงานและปัญหาส่วนตัว สิ่งที่เพิ่มความเป็นไปได้คือ การที่เจ้าตัวจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปีนี้

  • สถานที่เกิดเหตุ: หน้าร้านค้า ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์
  • อาชีพ: พ.ต.ต. สารวัตรสอบสวน สภ.หล่มเก่า
  • อาวุธที่ใช้: ปืนขนาด .38
  • บาดแผล: บริเวณขมับซ้าย จุดเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการตำรวจในพื้นที่ลดเลื่อนอย่างหนัก โดยเฉพาะในขณะที่ผู้เสียชีวิต มีหน้าที่การงานสำคัญ และยังไม่นานจะเกษียณราชการ คาดว่าความกดดันทางจิตใจอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เจ้าตัวเลือกวิธีนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งการให้มีการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่า มีความเกี่ยวข้องกับทางราชการหรือปัญหาส่วนตัวอย่างไร โดยมีแผนแจ้งญาติอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้

วงการสีกากีเศร้า! สว.สส. สภ.หล่มเก่า ต้องเผชิญชะตากรรมอันน่าเศร้า

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตในวงการตำรวจ ซึ่งมักถูกมองข้ามในช่วงเวลาที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องเผชิญกับความกดดันสูง ทั้งในหน้าที่การงาน ความปลอดภัยในหน้าที่ และภาระครอบครัว

สังคมควรตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น และหน่วยงานต่าง ๆ ควรมีระบบสนับสนุนทางด้านจิตใจ เช่น หน่วยงานให้คำปรึกษาภายในองค์กร (EAP) เพื่อลดเหตุการณ์น่าเสียดายแบบนี้ในอนาคต

สำหรับพ.ต.ต. ที่เสียไปถือเป็นผู้ที่อุทิศตนรับใช้ประชาชนและความยุติธรรมมายาวนาน ครอบครัวของเขาต้องเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เราควรให้เกียรติและแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้

ในทางกลับกัน เรื่องราวนี้ก็เป็นบทเรียนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต และความจำเป็นในการพูดคุย ระบายความเครียด เมื่อตัวเองถึงจุดที่ทุกสิ่งดูยากลำบากเกินจะรับไหว

หากคุณหรือคนรอบตัวเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงหรือความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างทันท่วงที

เพราะสุขภาพจิต…ก็คือสุขภาพของเราเช่นกัน

ที่มา – วงการสีกากีเศร้า!สว.สส. สภ.หล่มเก่า ใช้ปืนยิงตัวดับในรถยนต์ คาดเครียดสะสม

นักบินอวกาศจีน “เสินโจว-20” สร้างสถิติ! เดินอวกาศครั้งที่ 3 สำเร็จ

นักบินอวกาศจีนภารกิจ เสินโจว-20 สร้างความประทับใจอีกครั้ง หลังจากสามารถปฏิบัติภารกิจการเดินอวกาศเป็นครั้งที่ 3 ได้อย่างสำเร็จ โดยใช้เวลาในการปฏิบัติงานภายนอกยานประมาณ 6.30 ชั่วโมง

การเดินอวกาศในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นภารกิจออกนอกยานอวกาศครั้งที่ 3 ของ นักบินอวกาศเสินโจว-20 ซึ่งดำเนินการที่สถานีอวกาศเทียนกง ภายใต้การสนับสนุนจาก China Manned Space Agency (CMSA)

นักบินอวกาศจีน “เสินโจว-20” สร้างสถิติ! เดินอวกาศครั้งที่ 3 สำเร็จ

ในภารกิจนี้ นักบินอวกาศ 3 คน ได้แก่ เฉิน ตง (Chen Dong) เฉิน จงรุ่ย (Chen Zhongrui) และหวัง เจี๋ย (Wang Jie) ได้ร่วมกันตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญ และติดตั้งชุดป้องกันบนสถานีอวกาศ ขณะที่ภารกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยการประสานงานจากแขนกลของสถานีอวกาศและทีมควบคุมภาคพื้นดิน

เวลาประมาณ 16.00 น. เฉิน ตง ได้เปิดประตูห้องล็อกอากาศและก้าวออกจากโมดูลเหวินเถียน (Wentian Lab Module) ซึ่งทำให้ภารกิจนี้เป็นภารกิจนอกยานครั้งที่ 6 ของเขา – และทำให้เขาเป็น นักบินอวกาศจีนที่ทำการเดินอวกาศมากที่สุด โดยตลอดการดำเนินงาน เขาอยู่ในตำแหน่งปลายแขนกลของสถานี อีกทั้งยังมีการใช้อุปกรณ์และกล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อตรวจสอบส่วนประกอบภายนอกของสถานีอย่างละเอียด

หวัง เจี๋ย เดินอวกาศครั้งแรก

ในเวลา 16.50 น. หวัง เจี๋ย ได้ออกมาจากยานอวกาศเพื่อสมทบกับเฉิน ตง ในภารกิจดังกล่าว โดยภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินอวกาศครั้งแรกของเขา ในขณะที่เฉิน จงรุ่ย ทำหน้าที่สนับสนุนจากภายในโมดูลเทียนเหอ

Liang Xiaofeng วิศวกรจาก China Aerospace Science and Technology Corporation กล่าวว่าเป้าหมายสำคัญของการเดินอวกาศครั้งนี้ คือการตรวจวัดและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความร้อนของอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งจะนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิและออกแบบยานอวกาศรุ่นต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในเวลา 22.47 น. ตามเวลากรุงปักกิ่ง เฉิน ตง และหวัง เจี๋ย ได้กลับเข้าสู่โมดูลเทียนเหออย่างปลอดภัย ทำให้ภารกิจการเดินอวกาศในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ นักบินอวกาศเสินโจว-20 เดินทางเข้าสู่สถานีอวกาศเทียนกงเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา และขณะนี้ได้ดำเนินภารกิจในครึ่งแรกเสร็จสิ้นแล้ว นับว่าเป็นก้าวสำคัญทางอวกาศด้านหนึ่งของจีน

จากการเดินอวกาศในครั้งนี้ เราจะเห็นได้ถึงความสามารถและประสบการณ์ของนักบินอวกาศจีนที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนจากระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีน ทำให้สถานีอวกาศเทียนกงเป็นหนึ่งในสถานีที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุคปัจจุบัน

หากคุณสนใจวิวัฒนาการด้านอวกาศของจีน ติดตามเราได้เพื่อไม่พลาดข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – นักบินอวกาศจีน “เสินโจว-20” สร้างสถิติ! เดินอวกาศครั้งที่ 3 สำเร็จ (ชมคลิป)

ครม.โอน ‘ณัฐพล’ จากรองปลัดดีอีเอส ไปนั่งผอ.ปยป. โยก ‘ศุภฤกษ์’ นั่งเลขาราชบัณฑิตย์ฯ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติการโอนและแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญหลายราย โดยมีการโอน นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อทดแทนบุคคลที่จะเกษียณราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568

ครม.โอน ‘ณัฐพล’ จากรองปลัดดีอีเอส ไปนั่งผอ.ปยป. โยก ‘ศุภฤกษ์’ นั่งเลขาราชบัณฑิตย์ฯ

ข้อมูลระบุว่า การแต่งตั้งครั้งนี้มีการตกลงยินยอมจากทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะมีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งพระราชทานแต่งตั้ง ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ

โยก ‘ศุภฤกษ์’ นั่งเลขาราชบัณฑิตย์ฯ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังมีมติอนุมัติการโอนตำแหน่งนายศุภฤกษ์ ภู่พงศ์ศักดิ์ จากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสภา สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อเป็นการทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณราชการเช่นกัน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์

ทั้งนี้ การโอนและแต่งตั้งดังกล่าวล้วนมีความสำคัญต่อโครงสร้างของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์และผลักดันนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวของประเทศ

  • โอน ‘ณัฐพล’ ไปเป็นผู้อำนวยการป.ย.ป.
  • โยก ‘ศุภฤกษ์’ เป็นเลขาธิการราชบัณฑิตยสภา
  • มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติการแต่งตั้งบุคลากรอื่น ๆ เช่น การแต่งตั้งนายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนายวิชัย ไชยมงคล เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

การกระจายและปรับโฉมผู้บริหารระดับสูงในภาครัฐในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของบุคลากรในตำแหน่งใหม่ๆ อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาว

น่าสนใจว่า การปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างไร ซึ่งเราสามารถติดตามพัฒนาการในขั้นตอนต่อไปได้ในเร็ววัน

ที่มา – ครม.โอน ‘ณัฐพล’ จากรองปลัดดีอีเอส ไปนั่งผอ.ปยป. โยก ‘ศุภฤกษ์’ นั่งเลขาราชบัณฑิตย์ฯ

‘พล.ท.บุญสิน’เผย ‘จีน’ขอเป็นตัวกลาง 2 ประเทศเก็บกู้ทุนระเบิด

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่วิทยาลัยป้องกันราชิาณาจักร (วปอ.) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งนี้ ซึ่งจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับพื้นที่ช่องอานม้า ที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งร้านค้าหรือไม่

พล.ท.บุญสิน เปิดเผยว่าเรื่องช่องอานม้าเป็นเรื่องเดิมที่ต้องคุยในภาพรวมตลอดแนวชายแดน หากไทยควบคุมพื้นที่ตรงไหน ก็ต้องอยู่ตรงนั้น และจะไม่ให้กัมพูชาเข้ามาใช้ประโยชน์อีก เพราะผิดหลักการ MOU 43 เนื่องจากพื้นที่ใกล้เส้นเขตแดนจะห้ามมีสิ่งปลูกสร้างใดๆ เนื่องจากการปักปันยังไม่แล้วเสร็จ

‘จีน’ขอเป็นตัวกลาง 2 ประเทศเก็บกู้ทุนระเบิด

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอีกว่า ทางประเทศจีนจะเข้ามาเป็นตัวกลางขอความร่วมมือทั้ง 2 ประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะพูดคุยกันในการประชุม RBC ครั้งนี้

กัมพูชารุกล้ำมานาน

ทว่าหากกัมพูชาไม่รับฟังคำขอความร่วมมือจากจีน ไทยจะชี้แจงต่อสาธารณชนโลกว่ากัมพูชานั้นไม่ยอมร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ส่วนกรณีที่กัมพูชาออกมาโต้ว่าไทยกำลังจัดฉาก แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทัพไทยมีหลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ว่าทุ่นระเบิดเป็นของกัมพูชา เพราะเป็นอาวุธสมัยสังคมนิยมที่ไทยไม่ได้ใช้

การประชุม RBC ครั้งนี้ยังไม่มีแผนจะนำเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเข้าสู่การหารือ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลงอย่างชัดเจน ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนาม พล.ท.บุญสินเห็นด้วยแต่ย้ำว่ารั้วระหว่างประเทศต้องมีการตกลงร่วมกันไม่งั้นอาจเกิดการรื้อถอนตามมา

สถานการณ์ความขัดแย้งตอนนี้มีโอกาสเกิดการสู้รบใหม่ 50:50 โดยขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำกัมพูชา หากเขาพร้อม ไทยก็พร้อมเสมอ รวมถึงกรณีทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทางกฎหมาย และสนับสนุนหลักฐานให้กับฝ่ายตำรวจต่อไป

บทสรุป สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยมีการแทรกแซงจาก จีน เพื่อช่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือทั้งสองประเทศต้องมีความร่วมมือเพื่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ‘พล.ท.บุญสิน’เผย ‘จีน’ขอเป็นตัวกลาง 2 ประเทศเก็บกู้ทุนระเบิด