ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทำความรู้จัก Ultra light aircraft เครื่องบินเล็กตกกลางถนนภูเก็ต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวดังกล่าวที่ประชาชนหลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนิด Ultra light aircraft หรือ เครื่องบินเบาพลังชนิดหนึ่ง ตกกลางถนนในพื้นที่ตำบลบ่อยครั้ง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ได้รับการตอบสนองจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพอย่างรวดเร็ว และมีผู้ประสบเหตุด้วยการได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งได้รับการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลถลางเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

จากการสอบสวนเบื้องต้น คาดว่าสาเหตุของอุบัติเหตุเกิดจากปัญหาทางเครื่องยนต์ซึ่งขัดข้องอย่างกะทันหันขณะบินอยู่ในอากาศ ทำให้กัปตันและนักบินไม่สามารถควบคุมลำบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูง และมีความต้องระมัดระวังเชิงเทคนิคอย่างมากเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้งาน

ทำความรู้จัก Ultra light aircraft

มาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้แน่ชัดว่า Ultra light aircraft หรือเครื่องบินเบาพลังคืออะไร ซึ่งเครื่องบินประเภทนี้มีลำเล็ก และมักประกอบขึ้นจากโครงสร้างแบบเบา ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง เช่น การฝึกบินเบื้องต้น การบินเพื่อความบันเทิง หรือการสำรวจพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก โดยปกติแล้วชนิดนี้ใช้เวลาการบินอยู่บนอากาศน้อย มีน้ำหนักเบา และมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเท่ากับเครื่องบินลำใหญ่ทั่วไป

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ในจังหวัดภูเก็ต เครื่องบินที่ตกอยู่คือรุ่น MX II Sprint โดยมีทะเบียนว่า UM-22 QUICKSILVER MX II SPRINT ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกผลิตโดยบริษัท Quicksilver Aircrafts ชื่อเสียงในเรื่องของการออกแบบให้เหมาะกับโรงเรียนการบิน เพราะสามารถเลื่อนระดับได้แม้ในความเร็วต่ำ และจอดได้ในพื้นที่ระยะทางสั้น จึงทำให้รุ่นนี้เป็นทางเลือกของหลายๆ ศูนย์ฝึกบินทั่วโลก

คุณสมบัติเด่นของ MX II SPRINT

  • ปีกแบบผิวเดียว: ช่วยให้แรงยกและพลังขึ้น-ลงจอดมีเสถียรภาพ
  • ควบคุมได้ง่าย: แม้ในความเร็วต่ำ เหมาะสำหรับนักเรียนนักบิน
  • น้ำหนักเบา: เพิ่มความปลอดภัยในภาคพื้นดินขณะเดินในระยะทางสั้น

ด้วยคุณสมบัติเด่นเหล่านี้จึงทำให้ Ultra light aircraft รุ่น MX II Sprint มีบทบาทสำคัญในวงการฝึกบินระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Ultra light aircraft ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความปลอดภัยอย่างสูง เพราะหากเกิดมีปัญหาขัดข้อง อาจส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารและประชาชนในพื้นที่โดยรอบได้

สุดท้ายนี้ การเข้าใจเครื่องบินมากขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของนักบินหรือเป็นภารกิจของหน่วยงานกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญกับประชาชนทั่วไปในพื้นที่ที่มีสนามบินหรือมีกิจกรรมการบินเพื่อความเข้าใจ ก่อนเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ดังนั้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Ultra light aircraft จึงเป็นการสร้างความตระหนักและเสริมความปลอดภัยในระดับชุมชนด้วยเช่นกัน

ที่มา – ทำความรู้จัก Ultra light aircraft เครื่องบินเล็กตกกลางถนนภูเก็ต

มท.2 ลงศรีสะเกษมอบบ้านน็อคดาวน์ 15 ครอบครัว

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 13.30 น. น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบบ้านน็อคดาวน์ให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่อำเภอ กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย

มท.2 ลงพื้นที่มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 ครอบครัว

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.ธีรรัตน์ มีคณะผู้บริหารร่วม同行 ได้แก่ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายธนทร ศรีนาค ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 13 อุบลราชธานี, และนายสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์

ให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยผู้ประสบภัย

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวว่า ที่ได้เดินทางลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีนโยบายช่วยเหลือและซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ในช่วงการให้ความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้มอบบ้านสำเร็จรูปประเภทน็อคดาวน์จำนวน 15 หลัง ให้กับครอบครัวที่บ้านถูกทำลายทั้งหลัง ซึ่งบ้านน็อคดาวน์เหล่านี้สามารถอยู่อาศัยได้ทันที พร้อมทั้งสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ

  • ตรวจเยี่ยมบ้านโศกขามป้อม ตำบลภูผาหมอก
  • ให้กำลังใจและสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ประสบภัยบ้านภูมิซรอล
  • เร่งดำเนินการซ่อมแซมและช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสียหายทั้งในด้านโครงสร้างบ้านและการใช้สอย โดยใช้แนวทางจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการจัดทำเกณฑ์ช่วยเหลือที่เหมาะสม ให้ครอบคลุมความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“กระทรวงมหาดไทยจะติดตามสถานการณ์ต่อไปพร้อมระดมทรัพยากรทุกรูปแบบ ทั้งสิ่งของ อุปกรณ์ หรือการสนับสนุนบ้านสำเร็จรูป เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย” น.ส.ธีรรัตน์ กล่าว

ในกรณีที่ยังมีครอบครัวใดประสบความเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ผ่านสายด่วน 1784 หรือประสานกับผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นเพื่อขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

การให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัย แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในปัญหาชีวิตและความเป็นอยู่ของพลเมือง ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน

หากคุณมีญาติพี่น้องหรือชุมชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน ไม่ควรลังเลที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางที่กำหนด เพื่อความเร็วในการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ที่มา – ‘มท.2’ลงศรีสะเกษ มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 ครอบครัว

หดหู่! จับลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามในการดำเนินคดีตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี จับกุมตัว “ลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน” ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีกระทำอนาจารกับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยนำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. และคณะ เข้าจับกุมนายกวิน อายุ 61 ปี ซึ่งเคยหลบหนีการจับกุม และอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ จ.นนทบุรี

หดหู่! จับลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน

พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส. กล่าวว่า พฤติการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลาประมาณ 07.00 น. โดยขณะนั้น เด็กหญิงวัย 12 ปี ยืนอยู่ที่ร้านค้าหน้าโรงเรียนวัดประสาธรังสรรค์ ต.โนนห้อม จ.ปราจีนบุรี ก่อนที่นายกวินจะเข้ามายั่วยุให้เด็กไปที่บ้านพักของเขา โดยบอกว่าจะให้เงินและให้บีบนวดให้

หลังจากเด็กผู้เสียหายตามไปยังบ้านพัก ชายคนดังกล่าวได้ให้เด็กบีบนวดเป็นเวลา 2-3 นาที จากนั้นถอดเสื้อผ้าของเด็กออก และนำไปสู่การกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งขัดต่อศีลธรรมและกฎหมาย โดยใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสาของเด็ก หลังจากกระทำเสร็จสิ้น นายกวินได้ให้เงิน 200 บาท แล้วให้เด็กกลับบ้าน

ความผิดตามกฎหมาย

เมื่อเด็กเล่าเรื่องราวให้ยายและมารดาทราบ ทั้งสองจึงพาเด็กไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดี ซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับและตามล่าตัวนายกวินจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด โดยภายหลังจากการสอบสวน นายกวินยอมรับความผิดทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปราจีนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามต่อเด็กที่ซ่อนเร้นอยู่ทุกมุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้กับโรงเรียนหรือสถานที่ที่เด็กมักจะไป ลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน นั้นแสดงให้เห็นถึงความล้าหลังในการป้องกันและเฝ้าระวังในสังคมของเรา การให้ความรู้และการเฝ้าระวังจากผู้ปกครองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กๆ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ในการป้องกันลุงหื่นลวงเด็ก ได้แก่:

  • สอนลูกให้รู้จักการพูดไม่กับคนแปลกหน้า
  • เตือนไม่ควรตามไปกับใครที่ให้ของหรือเงินโดยไม่ทราบเหตุผล
  • มีการเฝ้าระวังบริเวณโรงเรียนหรือสถานที่เสี่ยง
  • เปิดพื้นที่ให้เด็กเล่าเรื่องราวได้อย่างปลอดภัย

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่มีความตั้งใจอย่างจริงจังในการปราบปรามผู้กระทำผิดทางเพศต่อเด็ก เพื่อปลูกฝังความมั่นใจและความปลอดภัยแก่สังคม ผู้ปกครองจึงควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง เพื่อ จับลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน ได้ก่อนจะเกิดเหตุเสียหายมากไปกว่านี้

ท้ายที่สุด ความชั่วร้ายประเภทนี้ไม่ควรได้รับการปกปิด หรือยอมให้เกิดขึ้นซ้ำๆ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันโหนวหน้าเปิดตา ปัญหานี้จะสามารถลดน้อยลงได้อย่างแน่นอน

ที่มา – หดหู่! จับลุงหื่นลวง ป.6 หน้าโรงเรียน ไปบีบนวดก่อนขืนใจคาบ้านพัก

เฮลั่น ‘หนูเล็ก ก่าก๊า’ ถอยรถใหม่ป้ายแดงให้โชค ถูกหวย 3 ตัว

วันนี้เรามาเล่าเรื่องราวความเฮลั่นของ หนูเล็ก ก่าก๊า ที่เพิ่งประสบความโชคดีอย่างสุดขีดหลังจากถอยรถใหม่ป้ายแดงให้โชค และไปถูกหวย 3 ตัว ทำเอาแฟนคลับแห่รัว ๆ มากันเป็นแถวเมื่อได้เห็นความปังของเธออีกครั้ง

เฮลั่น ‘หนูเล็ก ก่าก๊า’ ถอยรถใหม่ป้ายแดงให้โชค ถูกหวย 3 ตัว

หลายคนอาจอิจฉาได้เลยเมื่อได้เห็นกระแสความปังของ หนูเล็ก ก่าก๊า ที่ครั้งนี้กลับมาทำเอาทุกคนตะลึงอีกครั้ง เธอหลังจากที่พึ่งซื้อรถใหม่ป้ายแดงคันเล็กไปใช้งาน พาลูกชายชื่อ น้องวิน ไปโรงเรียน ได้กลายเป็นข่าวลือว่ารถคันนี้ให้โชคก้อนโตเลยทีเดียว

ความเฮลั่นที่ไม่คาดคิด

เมื่อเธอโพสต์คลิปภาพทะเบียนรถป้ายแดงพร้อมกับมุกตลกเกี่ยวกับความหวังให้โชคเหมือนคันเก่า ทุกคนก็เกิดความอยากลุ้นไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผลปรากฏว่าคำทำนายของเธอกลับกลายเป็นจริง เมื่อเธอไปทำลอตเตอรี่แค่กรูดเลือดคนเดียว แล้วได้เลขหน้า 3 ตัวในใบที่ตรงกับรางวัล คือ “602” ทันที

ความดีใจทำเอาเธอกลายเป็นข่าวสำหรับคนในวงการและแฟนคลับ เห็นความเฮลั่นเมื่อเธอบอกว่า “กรี๊ดดดดดด เส้นเลือดในสมองเกือบแตกกกกทุกคน #น้องเขียวของพี่ให้โชค”

ความเห็นจากแฟนคลับ

ข่าวความปังนี้ถูกใจบรรดาสายเสี่ยงโชคอย่างเหลือเชื่อ โดยมีคนเข้ามาแสดงความดีใจมากมาย และบางรายก็อยากรู้ว่า หนูเล็ก ไปซื้อมาทั้งหมดเท่าไร เสียหายไหม หรือลุ้นแค่เพื่อสนความบันเทิง ซึ่งมีการเข้ามาคอมเมนต์มากมาย เช่น “555ต้องฉลองแล้วมั้ง”, “ดีใจด้วยค่ะ”, “แล้วเท่าทุนหรือขาดทุน”, “ลุ้นตาม” เป็นต้น

เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้ตื่นเต้นด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อความโชคดี และการผูกความหวังไว้กับของใหม่ ถือเป็นมุมน่ารักของคนที่อยู่ในวงการบันเทิงอย่าง หนูเล็ก ก่าก๊า จริง ๆ แล้วโอกาสที่จะได้โชคจากของใหม่อย่างรถยนต์อาจไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นศรัทธาและความหวังที่ส่งผลให้เกิดพลังบวกมาสู่ชีวิตของเราได้เสมอ

หากคุณมีรถใหม่หรือของใหม่ที่เพิ่งลงทุนไป อย่าลืมเชื่อมโยงกับ “โชค” ของคุณเอง บางครั้งความบังเอิญก็อาจช่วยเปลี่ยนโชคให้คุณได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งสิ้น ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากความฝันและความหวัง

ที่มา – เฮลั่น ‘หนูเล็ก ก่าก๊า’ ถอยรถใหม่ป้ายแดงให้โชค ถูกหวย 3 ตัว แฟนๆแห่ดีใจตามรัวๆ!

รวมพลรักษ์พะยูนคืนถิ่น ในวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติซึ่งหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้จัดกิจกรรมสำคัญระลึกถึงการเสียชีวิตของพะยูนชื่อดัง “มาเรียม” เพื่อกระตุ้นให้สังคมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พะยูนในประเทศไทย ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง” แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายในการฟื้นฟูประชากรและความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล.

วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2025

ในการจัดงานวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568 นี้ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของพะยูนต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ระบุว่า ปัจจุบันสถานภาพของประชากรพะยูนในไทยเหลือเพียงไม่ถึง 130 ตัว โดยเฉพาะในทะเลอันดามันมีเพียง 114 ตัว และจังหวัดตรังถือเป็นพื้นที่ที่มีประชากรพะยูนหนาแน่นที่สุด ทั้งนี้ เพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและแหล่งอาหารจำนวนมาก.

เหตุใดจึงต้องรักษ์พะยูน?

พะยูนถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนตามกฎหมายไทย พะยูนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล การสูญพันธุ์ของพะยูนอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหารในทะเลได้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IUCN (สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์) ระบุว่า พะยูนในปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ด้วยเหตุผลเช่น การลดลงของหญ้าทะเล การถูกเรือโจมตี และมลพิษในแหล่งน้ำ ทำให้แต่ละปีมีพะยูนเสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เปิดเผยว่า ในระหว่างปี 2562 ถึง 2568 มีพะยูนเกยตื้นถึง 176 ตัว โดย28 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตจากการเกี่ยวข้องกับเรือ เร่งให้หน่วยงานต้องเร่งกำหนดมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน

มาตรการอนุรักษ์ที่เข้มข้นเพื่อฟื้นฟูประชากรพะยูน

  • ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พะยูนมาหาอาหาร
  • ควบคุมกิจกรรมมนุษย์ เช่น จำกัดความเร็วเรือในพื้นที่สำคัญ
  • ระบบเฝ้าระวังพะยูนเกยตื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เฝ้าระวังปัจจัยด้านสุขภาพ เช่น ตรวจวินิจฉัยโรคในพะยูน และพัฒนาอาหารทดแทนในกรณีเกิดภาวะขาดแคลน

นอกจากนี้ นักวิจัยอย่างนายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ได้ระบุอีกว่า “พะยูนมีอัตราการเพิ่มจำนวนได้น้อยมาก เพียงร้อยละห้าต่อปี ถ้าจำนวนลดลงครึ่งหนึ่ง จะต้องใช้เวลานานกว่า 15 ปีกว่าจะกลับมาสู่ระดับเดิม”

พันธมิตรชุมชนร่วมปกป้องพะยูนของเรา

ในการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงชุมชนท้องถิ่น โรงเรียน และอาสาสมัคร เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แพร่หลาย ทั้งในรูปของการจัดกิจกรรม เสนอแนวทาง หรือมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูถิ่นอาศัย

“การที่พะยูนกลับมาคืนถิ่นในบางพื้นที่ คือสัญญาณว่าความพยายามอนุรักษ์กำลังให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่การรักษาสมดุลของประชากรยังคงต้องการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง” นายนายปิ่นสักก์ กล่าวในงานวันอนุรักษ์

หากเราไม่ช่วยกันในตอนนี้ ลูกหลานอาจจะไม่ได้เห็นพะยูนเป็นมิตรสีน้ำเงินในทะเลอีกต่อไป แต่จะต้องค้นหาข้อมูลเหล่านี้เพียงจากรูปถ่ายและหนังสือเท่านั้น

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์พะยูนให้กลับคืนสู่ทะเลไทยอย่างยั่งยืน เพราะการอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่ต้องเริ่มจากการใส่ใจในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

ที่มา – ‘กรมทะเล’จัดงานวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ 2568 รำลึก ‘มาเรียม’

‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ปัญหาน้ำท่วมโรงเรียน ดันนวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การศึกษาในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซร้อนวิภา ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม และโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง

‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ป้านหาที่น้ำท่วมโรงเรียน

รัฐมนตรีศึกษาธิการกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งประเมินผลกระทบต่อการเรียนการสอน โดยที่สถานศึกษาหลายแห่งได้เริ่มกู้คืนสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน และสามารถเปิดเทอมได้ตามปกติแล้ว ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ถือว่าน้อยกว่าปีก่อนๆ แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่หลายด้าน

ปัญหาภาระงานครูซ้ำซ้อน

หนึ่งในประเด็นที่ รมว.ศึกษาธิการได้ตั้งใจจะแก้ไขคือ “ภาระงานครูที่ยังมากเกินไป” โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบภัยอย่างจังหวัดพะเยา ที่ต้องเผชิญกับงานทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนด้วยตัวเอง ถึงแม้จะมีความเสียสละอย่างมาก แต่รัฐมนตรีนฤมลไม่อยากให้ครูต้องแบกรับภาระภายนอกหลักหน้าที่ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับลดภาระงานหลากหลายอย่าง เพื่อให้ครูได้มุ่งเน้นงานด้านวิชาการและดูแลนักเรียนเป็นหลัก

นวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

นอกจากนี้ “นวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ” ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่รัฐมนตรีนฤมลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมคิดค้นแผนการป้องกันน้ำท่วมระยะยาวที่เป็นรูปธรรม เช่น การออกแบบคันกั้นน้ำ, ระบบระบายน้ำภายในโรงเรียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

สำหรับการเยียวยาเบื้องต้น ขณะนี้ สพฐ. ได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณกลางเพื่อซ่อมแซมโรงเรียนและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนัก รวมถึงจัดหาอุปกรณ์และหนังสือเรียนให้นักเรียนที่ขาดแคลน พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบ

รัฐมนตรีนฤมลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เราจำเป็นต้องวางแผนระยะยาวกับปัญหาน้ำท่วม เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาเพียงปีเดียว การเตรียมพร้อมในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ โรงเรียน และชุมชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรียังเปิดเผยว่า นโยบายด้านวิชาการหลายเรื่อง เช่น การแยกวิชาประวัติศาสตร์ให้ออกจากหมวดสังคมศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนเชิงลึกเครื่องหมายถึงภูมิปัญญาของชาติ และการพัฒนาวิทยฐานะครูด้วยแนวทางใหม่ อย่างการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ในการประเมินวิทยฐานะ รวมถึงการดำเนินโครงการแก้หนี้ครูผ่านสหกรณ์กลาง สกสค. ซึ่งเขารับว่าภายใน 3 เดือนจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจน

การดำเนินงานของรัฐมนตรีนฤมลสะท้อนความใส่ใจต่อทั้งครูและนักเรียนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมจุดประกายให้ระบบการศึกษาไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืนแม้ในชะตากรรมของธรรมชาติ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยไปกับนโยบายที่มุ่งเน้นที่คนและสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ‘นฤมล’ ลุยพะเยาแก้ปัญหาน้ำท่วมโรงเรียน ดันนวัตกรรมยั่งยืนสู้ภัยน้ำ

จิรายุเผยจบข่าวไมเคิลไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุชัดเจนว่า กรณีของนายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่แอบอ้างว่าเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวนั้น ถือว่า ‘จบข่าว’ และไม่ควรมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกต่อไป

จิรายุเผยจบข่าวไมเคิลไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

จากการรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจจัดนำสื่อมวลชนระดับโลกเยี่ยมชมสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดน โดยจะนำทัวร์ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่เคยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาโจมตี รวมถึงพื้นที่พลเรือนอย่างโรงพยาบาลและโรงเรียน เพื่อให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ไมเคิลแอบอ้างเป็นสื่อทำเนียบขาว

กรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ใช้ไลฟ์สดเพื่อเผยแพร่ข่าวข้อมูลเท็จ พร้อมอ้างว่าเป็นสื่อประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯ และใส่ร้ายประเทศไทยอย่างรุนแรง ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองเคยอยากเชิญไมเคิลมาดูสถานการณ์อีกมุม ว่าไทยถูกโจมตีอย่างไร แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเขาไม่ได้เป็นสื่อทำเนียบขาวจริง ก็ต้องบอกว่า จบข่าวที่นี่ ไม่จำเป็นต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีแผนเชิญสื่อมวลชนทั่วโลกไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดได้ ซึ่งจะได้เห็นการปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความจริงอาจถูกบิดเบือนได้ง่ายหากไม่มีการตรวจสอบจากหลายแหล่ง ดังนั้น บทบาทของสื่อจึงสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนความเป็นจริงอย่างถูกต้อง

จากการดำเนินการของรัฐบาลไทย นับเป็นการเปิดโอกาสให้โลกได้รับรู้ถึงความจริงในมุมที่ถูกต้อง และหวังว่าจะมีการประเมินข้อมูลที่ได้รับมากขึ้น ก่อนจะมีการเผยแพร่ออกไปยังสาธารณชน

ทั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนว่าการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารสามารถกระจายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งผ่านสื่อหลักและสื่อโซเชียลมีเดีย

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับมุมมองที่ครบถ้วน

ที่มา – ‘จิรายุ’บอกจบข่าว‘ไมเคิล’ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังโป๊ะแตกแอบอ้าง

MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกยอดเยี่ยม

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ได้ประกาศผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จนี้เกิดจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ Alpha X รวมถึงการเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้า Ultra-high Net Worth และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท และมี EBITDA ที่ 430 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 4,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

รายได้แยกตามธุรกิจหลัก

  • ธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ : รายได้ 6,005 ล้านบาท จากยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ZEEKR และ XPENG ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
  • ธุรกิจหลังการขาย : มีรายได้ 1,876 ล้านบาท จากศูนย์บริการซ่อมบำรุงที่ให้บริการครอบคลุม
  • ธุรกิจรถเช่า : รายได้ 841 ล้านบาท ขยับขึ้น 4.6% จากการเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าและขยายสาขา

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การเติบโตของ MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่แม่นยำและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น EV และการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม

ทิศทางการเติบโตของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังจะเน้นไปที่การรับรู้รายได้เต็มรูปแบบจากบริษัทร่วมทุน Neo Mobility Asia รวมถึงมุ่งขยายบริการด้าน Lifestyle Mobility Ecosystem ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

ในส่วนของยอดจองปัจจุบัน มีจำนวน 569 คัน ที่รอส่งมอบ ทั้ง BMW, XPENG, ZEEKR และแบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโตในอีกครึ่งปีข้างหน้า โดยบริษัทเตรียมจัดงาน BIG MOTOR SALE 2025 เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า คุณจะไม่อยากพลาดการเติบโตของ MGC-ASIA ในปีนี้ ซึ่งมีศักยภาพจะก้าวเป็นผู้นำด้าน Mobility Ecosystem ในเอเชีย

ที่มา – MGC-ASIA โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก

เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้ประสบกับสถานการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากแก๊งอาชญากรที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดการกับปัญหานี้ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยกว่า 80,000 คน โดยไม่มีหมายจับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2565

เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

เมื่อเร็วๆ นี้ สภานิติบัญญัติประเทศเอลซัลวาดอร์ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรครัฐบาลของบูเคเล ได้อนุมัติการปฏิรูปกฎหมายที่มีผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการยุติธรรม โดยกฎหมายฉบับใหม่ระบุว่า สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถตั้งข้อหาต่อองค์กรอาชญากรรมและสมาชิกได้ภายใน 24 เดือน และสามารถขยายเวลาเพิ่มเติมได้อีก 12 เดือน ซึ่งส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาอาจต้องอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการเป็นเวลานาน

ผู้บริสุทธิ์อาจถูกจองจำยาวนาน

แม้ว่ารัฐบาลจะกล่าวหาว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดเป็นสมาชิกของแก๊งอาชญากร แต่ในความเป็นจริง กระบวนการทางกฎหมายที่ไม่โปร่งใสและการขาดความชัดเจนในหลักฐาน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้บริสุทธิ์อาจถูกตัดสินและจำคุกโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านเริ่มออกมาแสดงความกังวล

นายฟรานซิสโก ลีรา สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้าน ระบุว่า อาจมีผู้บริสุทธิ์คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด และหากกระบวนการยุติธรรมล่าช้า พวกเขาอาจต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีแบบกลุ่มและถูกตัดสินจำคุกโดยไม่มีโอกาสโต้แย้งอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ การดำเนินการโดยไม่ต้องพิจารณาคดีจริงอาจส่งผลเสียต่อระบบยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในระยะยาว แม้แผนการนี้จะมีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามอาชญากรรม แต่มิได้ส่งเสริมความยุติธรรม หรือสร้างความมั่นคงระยะยาวให้แก่สังคม

โดยสรุปแล้ว การที่เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570 เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลของสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากดำเนินการต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบและทบทวน อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างสังคมและนิติธรรมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมควรทำด้วยความรอบคอบและโปร่งใส หนุนเสริมบทบาทของศาลและระบบยุติธรรม แทนที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชน และย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้ามาช่วยกันตั้งคำถามถึงรูปแบบการบริหารประเทศที่ไม่เปิดโอกาสให้เกิดเสียงวิจารณ์และเสรีภาพในการแสดงออก

ที่มา – เอลซัลวาดอร์เล็งจำคุกสมาชิกแก๊งอาชญากร “โดยไม่พิจารณาคดี” จนถึงปี 2570

ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 แฟนเพจ “Drama-addict” ได้แชร์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ร่วมกันทาสีขอบทางฟุตปาธบริเวณถนนในเขตบางนา-ประเวศ-สวนหลวง ภายใต้แดดแรงเป็นช่วงบ่ายคล้ายไฟเผา แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างแท้จริง

ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่แม้จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็ยังทำหน้าที่ร่วมกับชุมชนในการทาสีขอบทางแบบมีความชัดเจนด้วยสีแดง-ขาว ซึ่งช่วยเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ถนนในช่วงที่มีฝนตกหนักและทัศนวิสัยจำกัด

เจ้าของโพสต์ระบุข้อความว่า “ลูกเพจส่งมาชื่นชมครับ ตอนนี้เขตแถวๆ บางนา ประเวศ สวนหลวง มีทำฟุตปาธเยอะมากค่ะ ตรงนี้เป็น 3 แยกก่อนถึงสวนหลวง เพิ่งทำฟุตปาธเสร็จ น่าจะยังไม่ถึงงานทาสี พี่ๆ ตำรวจมาช่วยกันทาเพื่อความปลอดภัย” สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

ความเสียสละคือศาสตร์แห่งการให้

แม้หน้าที่หลักของตำรวจจราจรคือการดูแลความเรียบร้อยและป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่การมามีส่วนร่วมในการทาสีขอบทางส่งผลให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อชุมชน ไม่เพียงแค่เพิ่มความปลอดภัยทางจราจร แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไปได้ออกมาช่วยกันดูแลพื้นที่สาธารณะ

  • เห็นภาพจริงของความเสียสละ ที่ไม่ใช่แค่คำพูดบนปากกา
  • ร่วมแรงร่วมใจสร้างความปลอดภัย เพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทน
  • การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อาจส่งผลกระทบใหญ่ ต่อสังคมในทางบวก

ภาพดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว โดยชื่นชมในตัวเจ้าหน้าที่ที่แม้จะเหนื่อยล้าจากอากาศร้อน แต่ก็ยังยิ้มแย้มให้กับหน้าที่อย่างเต็มที่ นี่แหละคือหัวใจจริงของ ตร.จราจรทาสีขอบทางสร้างความปลอดภัย

การใช้สีแดง-ขาวทาขอบทางเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนกับผู้ขับขี่ เตือนภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฟุตปาธติดกับขอบถนน ซึ่งหากไม่มีการสีที่ชัดเจนย่อมทำให้คนขับสับสนโดยไม่ตั้งใจเข้ามาจอด จนเกิดปัญหาต่อการจราจรโดยรวม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้น แต่ร่วมมือออกมาแก้ไข้ร่วมกันโดยไม่คำนึงถึงความไม่สะดวกส่วนตัว ถือเป็นโมเดลที่ควรนำมาเลียนแบบในทุกพื้นที่ของประเทศ

สุดท้ายนี้ หากทุกคนในสังคมมีจิตสำนึกเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลุ่มนี้ ความปลอดภัยบนท้องถนนจะไม่ใช่เรื่องยาก และสังคมจะเติบโตอย่างมั่นคงและมีความสุข

ที่มา – อีกมุมที่น่าประทับใจ ตร.จราจร ร่วมแรงทาสีขอบทาง เพื่อความปลอดภัยประชาชน