ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ปลูกฝังวินัยและคุณธรรมให้เยาวชน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ได้เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือ รุ่นที่ 147 ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยกล่าวถึงความสำคัญของ ขบวนการลูกเสือ ในการปลูกฝังคุณธรรมและวินัยให้แก่เยาวชน.

ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ปลูกฝังวินัยและคุณธรรมให้เยาวชน

ดร.วรัท กล่าวว่า แผนพัฒนาลูกเสือไทย พ.ศ. 2567-2570 ได้วางวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยมีคุณลักษณะของพลเมืองดี เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยใช้แนวทางของ “ขบวนการลูกเสือ” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนเด็กเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณค่าทางจริยธรรม สังคม และจิตใจ

รากฐานที่สำคัญของชาติ

การนำขบวนการลูกเสือมาใช้ไม่เพียงแต่เป็นกิจกรรมเสริม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้เยาวชนมีคุณลักษณะสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ วินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ความเสียสละ และความสามัคคี ซึ่งล้วนเป็นคุณธรรมและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต

“ขบวนการลูกเสือ จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน และสร้างสรรค์ ให้เกิดพลังของเด็ก เยาวชน และคนหนุ่มสาว ให้มีอุปนิสัยติดตัวอย่างมีวินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความเสียสละ พร้อมที่จะทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ดร.วรัท กล่าวต่อหน้าผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ขบวนการลูกเสือกับการสร้างลูกผู้ดีแห่งอนาคต

  • พัฒนาคุณลักษณะทางจริยธรรม
  • ส่งเสริมทักษะการเป็นผู้นำ
  • สร้างวินัยและการรับผิดชอบ
  • ปลูกฝังความสามัคคีและน้ำใจ

การอบรม L.T.C. ที่ดำเนินการโดย สลช. นี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ฝึกอบรมให้พร้อมเป็นผู้นำและแบบอย่างที่ดีของลูกเสือไทย โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์จริงและการพัฒนาตนเอง เพื่อกลับไปถ่ายทอดให้แก่เยาวชนในระดับโรงเรียนและชุมชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความจำเป็นในการปลูกฝังคุณธรรม วินัย และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมยิ่งมากขึ้น การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จะช่วยให้ ขบวนการลูกเสือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการที่รอบด้านของเยาวชนไทย

กิจกรรมลูกเสือยังเป็นส่วนเสริมหลักสูตรการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะสามารถพัฒนาคุณลักษณะเชิงบวกในเยาวชนได้มากกว่าการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การมีส่วนร่วมในกิจกรรมลูกเสือจะช่วยให้เยาวชนมีมุมมองที่กว้างขึ้น มีทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นดีขึ้น และมีความเข้าใจตัวเองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ ขบวนการลูกเสือ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสังคมโดยรวม จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กิจกรรมลูกเสือเติบโตและมีคุณภาพตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์

การลงทุนในการฝึกอบรมครู แม่ลูกเสือ และผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมลูกเสือจึงเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศ เพราะเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีคุณธรรมและวินัย ย่อมจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการงาน ชุมชน หรือสังคม

ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน “ขบวนการลูกเสือ” อย่างจริงจัง มุ่งสนองวัตถุประสงค์ของกิจกรรมลูกเสือตามคำขวัญของแผนพัฒนาลูกเสือไทยว่า “เรียนดี มีความสุข” ด้วยความร่วมมือและความตั้งใจจากคนทุกกลุ่มวัย

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชน ขอเชิญร่วมสนับสนุนหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณค่า

ที่มา – ชู ‘ขบวนการลูกเสือ’ ช่วยปลูกฝัง ‘วินัย ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ’ เด็กเยาวชน

หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของช้างป่า พลายขุนศึก ที่ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต พร้อมทั้งการจัดการซากของช้างตัวนี้ เพื่อชี้กระจ่างข้อข้องใจและป้องกันข่าวลือผิด ๆ ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์

หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

จากการสอบสวนและตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าซากของช้างพลายขุนศึกมีร่องรอยของการถูกไฟฟ้าช็อต สายไฟฟ้าระบุว่ามาจากเสาไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างตัวใหญ่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เหตุการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับเหตุที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สรุปว่าช้างขุนศึกเสียชีวิตจากการช็อตของกระแสไฟฟ้า

การจัดการซากช้างตามระเบียบ

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยืนยันว่าการจัดการซากพลายขุนศึกนั้นเป็นไปตามระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีการแจ้งสถานการณ์ให้สัตวแพทย์ในพื้นที่รับทราบอย่างต่อเนื่อง แม้สัตวแพทย์จะไม่ได้เข้าร่วมในขั้นตอนฝังกลบ แต่ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อบังคับ มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าร่วมเคลื่อนย้ายซากช้างน้ำหนักหลายตันจากจุดเกิดเหตุไปยังจุดฝังกลบภายในพื้นที่อุทยาน และมีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ในรายงานประจำวัน

นอกจากนี้ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังระบุว่า: “การถอดงาออกจากซากช้าง พลายขุนศึก นั้นเพื่อบำเพ็ญกุศล และเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยแก่จิตใจผู้ที่รักและชื่นชอบช้างตัวนี้” งาที่ถอดออกมาก็ถูกนำไปต้มทำความสะอาดจากนั้นจึงนำไปประกอบพิธีทางศาสนาตามขนบธรรมเนียมไทย

หลังจากนี้งาจะถูกส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตั้งข้อสังเกตและคำเตือนกับประชาชน

เพื่อป้องกันเหตุเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทางอุทยานฯ ได้ประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือจากชาวบ้านในการตรวจสอบสายไฟฟ้าภายในที่ดินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบสายไฟฟ้าขาดหรือมีความเสี่ยง ให้รีบแจ้งการไฟฟ้าเพื่อให้ดำเนินการซ่อมแซมทันท่วงที

สำหรับพลายขุนศึกนั้น เป็นช้างลูกผู้ดีที่อยู่ในพื้นที่อุทยานฯ อย่างเป็นมิตร ไม่เคยก่อเหตุหรือสร้างปัญหากับคนในพื้นที่ ชาวบ้านในตำบลหมูสีต่างรู้สึกเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่และประชาชนในชุมชนต่างก็ตั้งใจร่วมมือกันซ่วยจัดการซากอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ด้านระเบียบการ และด้านศาสนา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน และการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์ป่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังคำชี้แจงนี้จะช่วยคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พี่น้องประชาชนทุกท่าน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงรักธรรมชาติและสัตว์ป่า เรื่องราวเช่นนี้提醒ให้เราใส่ใจในระบบนิเวศร่วมอยู่กับป่าอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา – หน.เขาใหญ่แจงเหตุไฟช็อต ‘พลายขุนศึก’ ยันจัดการตามระเบียบ-ถอดงาทำประวัติ

ซาร์โกคว้าแต้มโมโตจีพี สปรินต์ นครินทร์แถว 10 ที่ออสเตรีย

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลกอย่างศึก โมโตจีพี 2025 รายการออสเตรียน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม Red Bull Ring ในประเทศออสเตรีย เมื่อช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เกิดความตื่นเต้นจากหลายมุม โดยเฉพาะในการแข่งรอบ “สปรินต์เรซ” เมื่อ โยฮันน์ ซาร์โก นักบิดจากฝรั่งเศส ขี่ตามีชัยโดยใช้เวลา 21 นาที 8.070 วินาที เพื่อคว้าอันดับ 9 มาได้สำเร็จ และยังได้สะสมแต้มเพิ่มเติมในศึกที่เข้มข้นนี้อีกด้วย

ซาร์โกคว้าแต้มโมโตจีพี สปรินต์ นครินทร์แถว 10 ที่ออสเตรีย

นอกจากนี้ยังมี ลูกา มารินี จากอิตาลี และ โจอัน เมียร์ จากสเปน ที่ต่างก็สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ โดยทั้งคู่ล้วนแล้วเป็นนักบิดจากทีม Honda HRC แต่ก็ยังตามหลังคู่แข่งในท็อป 10 อยู่หลายวินาที ซึ่งทำให้ความเข้มข้นของสนามออสเตรียไม่ได้ถึงเพียงแค่นักบิดทีมใหญ่เท่านั้น

ความโดดเด่นของนักบิดไทย

ที่ถือว่าน่าจับตามองอย่างยิ่งคือ นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดไทยจากทีม Idemitsu Honda Team Asia ที่ได้โอกาสอีกครั้งในการลุยสนาม โมโตทู เวิลด์แชมเปียนชิพ รอบควอลิฟาย โดยเริ่มต้นจากกริดที่ 29 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 34.918 วินาที ก่อนจะสามารถยกระดับขึ้นมาได้จนเข้าสู่ กริดสตาร์ตแถวที่ 10 ถือเป็นการพิสูจน์ศักยภาพและพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักบิดรุ่นใหม่อย่างเขา ที่กำลังก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างมั่นคง

  • โยฮันน์ ซาร์โก จบอันดับ 9 – เก็บแต้มได้สำเร็จ
  • ลูกา มารินี และโจอัน เมียร์ จบในอันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ
  • นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ เริ่มจากกริด 29 แต่พุ่งขึ้นสตาร์ตแถวที่ 10 อย่างน่าประทับใจ

ในตอนนี้ ซาร์โก ยังรักษาโอกาสลุ้นแชมป์บนเวทีได้ต่อในการ chasing group ส่วนนักบิดไทยอย่าง นครินทร์ ก็ถือว่าทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมในสนามที่เต็มไปด้วยฝีมือระดับโลกรอบนี้ หากเขาสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ในสนามต่อไป โอกาสที่จะได้เห็นเขาในเวทีระดับโมโตจีพีไม่ใช่เรื่องไกลเลย

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียวของนักแข่งสายล่าง แต่เป็นเรื่องของการพัฒนา ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงโอกาสที่ใหญ่ขึ้น ซึ่ง นครินทร์ กำลังเดินหน้าไปอย่างมั่นคงในแต่ละสนาม บนเส้นทางสู่ฝันที่ยิ่งใหญ่ของตนเอง

ที่มา – “ซาร์โก” คว้าแต้มศึกโมโตจีพี สปรินต์ “นครินทร์” สตาร์ตแถว 10 โมโตทู ที่ออสเตรีย

ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 รายขณะรอความช่วยเหลือ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองกาซาซิตี ฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ว่า สำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นประจำดินแดนปาเลสไตน์ระบุในแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. 2568 จนถึงวันที่ 13 ส.ค. 2568 หน่วยงานบันทึกว่าชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 1,760 รายเสียชีวิตขณะรอความช่วยเหลือ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในเขตดังกล่าว

ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 รายขณะรอความช่วยเหลือ

ตัวเลขนี้แบ่งออกเป็น 994 รายที่เสียชีวิตในบริเวณใกล้เคียงกับศูนย์กระจายความช่วยเหลือของมูลนิธิมนุษยธรรมแห่งฉนวนกาซา (Gaza Humanitarian Foundation – GHF) และอีก 766 รายเสียชีวิตตามเส้นทางของขบวนรถลำเลียงความช่วยเหลือ โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่มีรายงานว่าเกิดจากการสังหารหมู่ที่ถูกกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพอิสราเอล

สถานการณ์การโจมตีและสถานการณ์ชาวกาซา

รายงานจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,373 ราย และเพิ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 1,760 ราย ขณะที่หน่วยงานป้องกันพลเรือนของฉนวนกาซาได้ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอย่างน้อย 38 รายจากเหตุการณ์โจมตีล่าสุดของอิสราเอล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้รวมถึงชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 12 คนที่รอรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

กองทัพอิสราเอลเผยว่ามีเป้าหมายในการ “ทำลายขีดความสามารถทางทหารของกลุ่มฮามาส” โดยยืนยันว่ากำลังดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงแก่พลเรือน แม้แต่มาตรการนี้ยังไม่สามารถป้องกันการสูญเสียชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

  • ตั้งแต่ปลาย พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา
  • รวมผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,760 ราย
  • ผลจากการโจมตีทางอากาศและการรุกรานทางบก
  • ประชาชนจำนวนมากต้องรอความช่วยเหลือโดยไม่มีความปลอดภัย

หลายต่อหลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์โจมตีทางอากาศส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตีอย่างหนัก โดยกลุ่มฮามาสได้กล่าวว่าการดำเนินการของอิสราเอลมีพฤติกรรมรุกรานอย่างก้าวร้าว โดยเฉพาะการรุกรานทางบกที่ระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ในกาซาเป็นหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งที่มีความรุนแรงสูง ไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน เสียชีวิตของผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่

เรื่องราวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการเคารพต่อกฎมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และบทบาทของหน่วยงานมนุษยธรรมในการเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบภัยอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ชาวกาซาต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ความช่วยเหลือมนุษยธรรมในกาซาควรเป็นจุดสนใจสูงสุดของนานาชาติ เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตอย่างไม่จำเป็นอีกต่อไป

ที่มา – ยูเอ็นเผย ชาวกาซาเสียชีวิตแล้ว 1,760 ราย ขณะรอความช่วยเหลือตั้งแต่ปลายพ.ค.

หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 09.24 น. ศูนย์หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ได้รับแจ้งจากศูนย์นเรทรเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เข้าทำร้ายญาติของตนเองด้วยอาวุธขวาน จนทำให้ผู้หนึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’ ที่จุดเกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านทนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ภายในบ้านพบศพของนางใย ชมชื่น อายุ 58 ปี ซึ่งมีบาดแผลอยู่บริเวณต้นคอขวาและขมับขวา มีบาดแผลทั้งสิ้น 4 แผลโดยหนึ่งในนั้นลึกถึงสมอง คาดว่าต้องถูกโจมตีไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิตบนพื้นบ้าน

ผู้ก่อเหตุคือหลานชาย

ผู้ก่อเหตุคือนายนรากรณ์ โชคเกิด อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นหลานชายของผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ระบุว่าชายคนดังกล่าวมีอาการคุ้มคลั่ง และได้หลบหนีไปหลังก่อเหตุ โดยไปซ่อนตัวอยู่ในวัดป่าจิตราวัลย์ จนในภายหลัง กลุ่มเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยและโน้มน้าวจนกระทั่งเขายอม投降และถูกควบคุมตัวเข้าสถานที่เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

จากคำให้การ นายนรากรณ์รับสารภาพว่าเขาอารมณ์เสียหลังถูกน้าสาวดุด่าในขณะที่กำลังพักผ่อน และสั่งให้ไปทำงานบ้าน เขาระบุว่าตัวเองสูบกัญชามาก่อนก่อเหตุจนทำให้มีอาการหลอนรุนแรง ส่งผลให้ควบคุมตนเองไม่ได้ จึงใช้ขวานที่มีอยู่โจมตีน้าสาวจนล้มลงเสียชีวิตทันที

  • ชื่อผู้เสียชีวิต: นางใย ชมชื่น
  • อายุผู้เสียชีวิต: 58 ปี
  • ผู้ก่อเหตุ: นายนรากรณ์ โชคเกิด
  • อาชีพ: ทำงานบ้านที่บ้าน
  • สถานที่เกิดเหตุ: บ้านเลขที่ 88 หมู่ 7 ตำบลบ้านทนง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

นายเรียง ชมชื่น สามีของผู้เสียชีวิต ระบุว่าตนเองเพิ่งออกไปทำงานอย่างเร่งด่วน และรู้ข่าวเมื่อกลับมายังบ้าน กล่าวว่าปกติแล้วนายนรากรณ์กลัวตนมาก และไม่มีพฤติกรรมรุนแรงแต่อย่างใด จนเจอเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเชื่อว่าอาการผิดปกติน่าจะเกิดจากการเสพกัญชาอย่างหนัก ซึ่งพบว่ามีงาเหลืออยู่ในห้องของเขา

พยานหลักฐานรวมถึงอุปกรณ์เสพกัญชา และขวานที่ใช้ในการก่อเหตุได้ถูกยึดไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการสอบสวน เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินกระบวนการสืบสวนและตั้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาต่อไป

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการเสพสารเสพติดประเภทกัญชาในบ้านเมืองของเรา หากไม่มีการควบคุมและการรับรู้ที่ดีเพียงพอ อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ลุกลามอย่างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความสงบสุขของครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรกลับมานึกถึงภายหลังจากเรื่องเช่นนี้เสมอ

ที่มา – หลานเมาปุ๊นขวานจามน้าสาวดับสยอง หนีซุกวัดโดนจับอ้างฉุน ‘ใช้ทำงานบ้าน’

ระทึก! พบ ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเคลียร์

เหตุการณ์น่าตกใจเกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เมื่อชาวบ้านพบ กระสุนปืนใหญ่ จำนวน 11 ลูกฝังอยู่ในดินกลางทุ่ง ทำให้พื้นที่โดยรอบต้องถูกปิดกั้น และมีการเรียกทีม EOD เข้ามาดำเนินการเก็บกู้อย่างเร่งด่วน

ระทึก! พบ ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเคลียร์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พ.ต.ท.วิชัย พูลเพิ่ม รองผกก.สอบสวน สภ.บ้านกร่ำ จ.ระยอง ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีการพบลูกกระสุนขนาดใหญ่ฝังอยู่กลางที่ดินหมู่ 4 บ้านคลองทุเรียน ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง

ตำรวจรีบลงพื้นที่ตรวจสอบและประสาน EOD ระยอง เข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากวัตถุดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการระเบิด หากมีการสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายอย่างไม่ระมัดระวัง

ชาวบ้านพบวัตถุแปลกขณะไถดิน

ที่เกิดเหตุเป็นที่ดินเปล่าซึ่งเป็นมรดกตกทอดของนางพัชรินทร์ เกื้อกูล อายุ 45 ปี ซึ่งว่าจ้างรถไถเข้ามาปรับสภาพดินเพื่อเตรียมปลูกพืช การไถดินในครั้งนี้ทำให้ใบมีดของรถไปขุดถึงถังพลาสติกขนาด 50 ลิตรที่ฝังลึกกว่าหนึ่งเมตร

เมื่อเจ้าของที่ดินและคนขับรถลองเปิดถังออกมาดู ก็พบว่ามีลูก กระสุนปืนใหญ่ จำนวน 11 ลูกอยู่ภายใน ทั้งหมดมีสภาพเก่าแต่ยังสมบูรณ์ ทำให้เกิดความหวาดเสียวและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เจ้าหน้าที่ได้รีบเจาะพื้นที่ห้ามเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งเจ้าหน้าที่ EOD ระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบ เตรียมนำกระสุนทั้งหมดไปยังจุดปลอดภัยเพื่อดำเนินการทำลายอย่างถูกต้องตามระเบียบ

ชุมชนแห่ดู คาดอาจเหลือร่องจากสงคราม

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านกว่า 100 คนที่แห่กันมามุงดู ต่างแสดงความตกใจและหวาดกลัว โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า “เพิ่งคิดว่าลากหินก้อนใหญ่ ที่ไหนได้เจอลูกระเบิดเต็มถังแบบนี้”

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กระสุนปืนใหญ่ ชุดนี้อาจตกค้างจากเหตุการณ์ทางทหารในอดีต หรือจากการฝึกรบของกองทัพเมื่อหลายสิบปีก่อน

เพื่อความปลอดภัยของชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอเตือนประชาชนอย่างยิ่งว่า หากพบวัตถุต้องสงสัย ไม่ว่าจะดูคล้ายระเบิด กระสุน หรืออุปกรณ์ทางทหาร ห้ามสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายเองเด็ดขาด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภัยแฝงที่อาจแฝงอยู่ในที่ดินทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีความไม่สงบมาก่อน ความระมัดระวังและสติของทุกคนช่วยให้ชุมชนปลอดภัยจากความเสี่ยงเหล่านี้ได้

ความรู้และการตระหนักในอันตรายคือป้องกันที่ดีที่สุด หากคุณได้ยินข่าวแบบนี้เกิดขึ้นใกล้บ้าน อย่าเพิ่งดู แต่รีบแจ้งผู้ที่สามารถจัดการได้อย่างเชี่ยวชาญ

ที่มา – แตกตื่น! ‘กระสุนปืนใหญ่’ 11 ลูกฝังดิน EOD ระยองเก็บกู้หวั่นระเบิดกลางทุ่ง

บรูโน เผยเหตุผลอยู่ผีแดงต่อ ลั่นยังไม่เติมเต็มความฝัน

“บรูโน แฟร์นันด์ส” มิดฟิลด์ตัวเก่งของ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจอยู่กับสโมสรต่อ แม้ว่าจะมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับโอกาสย้ายทีม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอวงเงินมหาศาลจาก อัล ฮิลาล สโมสรในศึกซาอุดีโปรลีก เพื่อดึงตัวนักเตะวัย 30 ปีไปร่วมทีม

บรูโน เผยเหตุผลอยู่ผีแดงต่อ

ภายหลังตัดสินใจอยู่ต่อที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรูโน ได้ออกมาเผยความจริงว่า เหตุผลหลักคือเพราะเขายังไม่ได้เติมเต็มความฝันของตนเองในสีเสื้อ “ผีแดง” ให้สมบูรณ์จนหมด ซึ่งสโมสรยังคงต้องการตัวเขา และเขายังสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้อีก

“ผมยังไม่ได้เติมเต็มความฝันกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากพอ แน่นอนว่า ผมคิดว่าตัวเองยังสามารถนำบางสิ่งบางอย่างมาสู่ทีมได้อยู่ และผมยังช่วยเหลือทีมได้มากพอ ซึ่งผมพูดมาตลอดนะ ว่าผมจะอยู่ตราบที่ทีมยังต้องการผม” บรูโน กล่าวอย่างแน่วแน่

ความฝันของนักเตะในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ความเชื่อของบรูโน แฟร์นันด์ส นั้นไม่ได้กำเนิดขึ้นเพียงแค่เพราะความรักในเสื้อผ้าแข่ง แต่เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคว้าแชมป์และสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรที่ฉันมีชีวิตอยู่ด้วย เขาย้ำว่าการอยู่กับ “ผีแดง” ไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือชื่อเสียง แต่คือโอกาสดึงฝันที่ยังค้างอยู่ให้กลายเป็นความเป็นจริง

“เพราะผมอยากเติมเต็มความฝันที่นี่ คว้าแชมป์กับทีมให้มากขึ้น แม้บางคนอาจจะมองในมุมที่ต่างออกไป พวกเขาอาจมองว่าผมอายุ 30 แล้วนะ แต่ผมยังวิ่งสู้ฟัดได้ ทำประตูได้ ช่วยทีมได้ แน่นอนว่าผมอยากให้ทีมประสบความสำเร็จให้มากที่สุด” ตัวนักเตะกล่าว

ในปัจจุบัน สัญญาของ บรูโน แฟร์นันด์ส กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมีผลอีก 2 ปีเต็ม จนถึงปี 2027 โดยนอกจากนี้ เขายังสามารถใช้ออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มได้อีก 1 ปี หากสโมสรและตัวนักเตะตกลงร่วมกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าแฟนบอลของ “ผีแดง” จะได้เห็นนักเตะรายนี้ร่วมทีมอีกนานไม่น้อย

ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่ยังคงมีอยู่ในตัวนักเตะ บรูโน แฟร์นันด์ส ยังคงเป็นหนึ่งในพละกำลังสำคัญในแนวรุกของทีม แม้จะเข้าวัย 30 ปีแล้ว แต่ความสามารถในการเล่นเกมรุก และนำทีมให้ได้โอกาสคว้าชัย ยังเป็นสิ่งที่นักเตะรายอื่นๆ มองเป็นแบบอย่าง และเป็นแรงผลักดันให้กับกลุ่มผู้เล่นทั้งในสนามและการฝึกซ้อม

รวมทั้ง ความคาดหวังจากแฟนบอลทั้งหลายยังคงประหนึ่งติดตามกับผลงานของเขาระหว่างที่เขา穿上เสื้อผ้าแข่งของทีม ยูไนเต็ด หลายคนมั่นใจว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีพลังในการเปลี่ยนเกม และเป็นแกนหลักในระบบการเล่นของ คริสตัลโจนส์ หรือ เอริค เทน ฮาก ซึ่งเห็นถึงศักยภาพของเขามานานแล้ว

สุดท้ายแล้ว บรูโน เผยเหตุผลอยู่ผีแดงต่อ ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าเหนื่อยหรือข้อเสนอที่ดึงดูด เพราะหลังจากย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน เข้ามาร่วมทีมในปี 2020 นักเตะรายนี้ได้รับโอกาสในระดับโลกในการเล่นในลีกที่มีความเข้มข้นสูงที่สุด และคิดจะใช้เวลาที่เหลือเติมเต็มความฝันของตัวเองให้สมบูรณ์

หากคุณเป็นแฟนบอล “ผีแดง” ต้องติดตามผลงานอันเป็นหัวใจของทีมอย่าง บรูโน แฟร์นันด์ส ต่อไป เขาไม่ใช่แค่นักเตะ แต่คือตำนานที่ยังไม่จบร้อย

ที่มา – “บรูโน” เผยเหตุผลที่อยู่ “ผีแดง” ต่อ เพราะยังไม่ได้เติมเต็มความฝัน

กองทัพบกโต้ผอ. CMAC เขมร ปมทุ่นระเบิด แจงทูตเห็น-สัมผัสความจริง

จากกรณีที่เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ใกล้เคียงเขตแดนไทย-กัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณี ที่นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมประเทศอาเซียน-จีน (CMAC) เขมร ได้กล่าวอ้างเกี่ยวกับ ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ทหารไทยนำมายังจุดเกิดเหตุ ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าถูกกัมพูชาวางไว้

กองทัพบกโต้ผอ. CMAC เขมร ปมทุ่นระเบิด แจงทูตเห็น-สัมผัสความจริง

โฆษกกองทัพบกได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อความของ ผอ. CMAC เขมร กล่าวว่า “ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ฝ่ายไทยนำมาแสดง และกล่าวอ้างว่ากัมพูชาลอบวาง ยังไม่ถูกดึงสลักนิรภัย ซึ่งโดยทางเทคนิค ระเบิดที่นำไปวางต้องดึงสลักนิรภัยออกก่อน มิฉะนั้นระเบิดจะไม่ทำงาน” ซึ่งเป็นการชี้หมายถึง ฝ่ายไทยพยายามสร้างภาพหลอกให้นักข่าวและนักการทูตเชื่อว่ามีการวางทุ่นระเบิด

อย่างไรก็ตาม พล.ต.วินธัย และทีมทหารได้อธิบายไว้ว่า ทุ่นระเบิดที่พบและนำมาแสดงให้คณะผู้แทนระหว่างประเทศได้เห็นในวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา มีทั้งที่ยังไม่ได้นำไปติดตั้ง และที่แจ้งว่าถูกติดตั้งแล้ว โดยในภาพที่เผยแพร่นั้น อาจมีแค่บางภาพที่ยังมีสลักนิรภัยอยู่ เพราะมีการเก็บทุ่นระเบิดไว้ยังไม่ได้นำไปใช้

ข้อความถูกเลือกมาใช้เพื่อสับสน

“ผอ. CMAC เขมร ได้นำภาพมาใช้เพื่อสนับสนุนข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน เพื่อสร้างความสับสนให้กับผู้รับฟัง และพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในหลักฐานที่ฝ่ายไทยนำมายังจุดเกิดเหตุ” พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ความจริงที่กองทัพไทยนำเสนอ มีความหลากหลายและชัดเจน โดยมีการจัดการแสดงให้แก่ผู้แทนต่างประเทศที่เข้ามาตรวจสอบ ซึ่ง ทูตต่างประเทศได้เห็นและสัมผัสกับทุ่นระเบิดจริง ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจน

  • การตรวจค้นของทหารช่างเมื่อวันที่ 4 ส.ค.
  • ทุ่นระเบิดหลายลูก ถูกค้นพบที่ภูมะเขือ
  • ทุ่นระเบิด 2 ลักษณะ คือ ยังไม่ถูกใช้กับ ถูกติดตั้งแล้ว
  • ภาพที่นำมาใช้นำเสนออาจผิดเพี้ยน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพบปะกับสื่อมวลชนและภารกิจทางการทูต กองทัพบกโต้ผอ. CMAC เขมร ปมทุ่นระเบิด แจงทูตเห็น-สัมผัสความจริง อีกทั้งยืนยันว่า หลักฐานมีความชัดเจน และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้มีโอกาสตรวจสอบเป็นพยานหลักฐานโดยตรง ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข่าวลือ

การเผยว่าความขณะนี้ของกองทัพบก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของประเทศไทยต่อต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับข้อถูกกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามอย่างกัมพูชาในเวทีโลก

ดังนั้น ผู้คนควรติดตามและรับข่าวสารจากรายงานอย่างเป็นทางการ และให้ความเชื่อถือหลักฐานที่ชัดเจน เผื่อให้ได้มุมมองที่ถูกต้องและไม่หลงเชื่อข่าวลือที่อาจบิดเบือนความเป็นจริง

ที่มา – ‘กองทัพบก’โต้ ‘ผอ. CMAC เขมร‘ ปมทุ่นระเบิด แจงทูตเห็น -สัมผัสความจริง

ตู่ นพพล ลาสิกขา หลังศึกษาธรรมะ 5 วัน

ข่าวดีสำหรับแฟนคลับของ ตู่ นพพล โกมารชุน ศิลปินแห่งชาติที่หลายคนรู้จักและชื่นชมในคุณธรรม หลังจากที่ได้ประกาศข่าวอุปสมบทอย่างเรียบง่ายที่วัดปรางค์หลวง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ภายใต้ใบอุโบสถที่เงียบสงบ พร้อมด้วยความตั้งใจศึกษาธรรมะเพื่อแสวงหาความสุขที่ยั่งยืน

ตู่ นพพล ลาสิกขา หลังศึกษาธรรมะ 5 วัน

การบวชในครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสวันแม่แห่งชาติพอดี ซึ่งพระตู่หรือ “ตู่ นพพล” เผยว่าเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงสักการะญาติมิตรและหลวงปู่สำเนียง โดยพระมีฉายาทางธรรมว่า “โกมารจิตฺโต” ซึ่งหมายถึง ผู้มีใจบริสุทธิ์

ใช้เวลาศึกษาธรรม 5 วันเต็ม

ตลอดระยะเวลา 5 วันที่พระตู่ใช้เวลาในการศึกษาและปฏิบัติธรรม หลายคนต่างรู้สึกประทับใจในความตั้งใจ และการหันมาแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างแท้จริง ปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้พระตู่ได้ออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลส่วนตัวว่าได้ทำการ “ลาสิกขา” แล้ว และระบุข้อความว่า “ลาสิกขา……สึกแล้วนะครับ เป็นทิดแล้วครับ…สุดแท้แต่จะเรียก“ ทำให้แฟนคลับต่างเข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญและส่งข้อความให้กำลังใจอย่างคึกคัก

การลาสิกขาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสิ้นสุดพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตในฐานะ “ทิด” ที่มีความหมายลึกซึ้งและพร้อมจะแพร่บุญต่อไปในแบบฉบับของตนเอง

สำหรับใครที่ติดตามข่าว “ตู่ นพพล” อย่างใกล้ชิด การบวชและการลาสิกขาของเขาถือเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนมองความสำคัญของธรรมะและการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย หลังจากผ่านพ้นวัยเยาว์จนมาถึงจุดที่เลือกเดินตามเส้นทางแห่งจิต แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะและความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง

หากคุณยังไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมะจากพระตู่ หรืออยากรู้ว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างไรหลังการบวช การติดตามสื่อสังคมและบทความต่าง ๆ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้และนำหลักธรรมมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – ‘ตู่ นพพล’ ลาสิกขา หลังศึกษาธรรมะ 5 วัน ลั่นเป็นทิดแล้ว!

อมรัตน์ ซัด สส.นนทบุรี พรรคประชาชนมักง่าย-ขาดวุฒิภาวะ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กโดยโพสต์คลิปวิดีโอที่แสดงเหตุการณ์นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในช่วงการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 และ 3 โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

อมรัตน์ ซัด สส.นนทบุรี

ในคลิปดังกล่าวได้มีการกล่าวถึงการทำงานของ พลเมืองดี ในฐานะผู้แทนราษฎร ว่าทำงาน “ไปดูงานต่างประเทศแล้วไปกราบอะไรก็ไม่รู้” โดยอ้างถึงภาพที่แสดงให้เห็นว่าพลเมืองดีคนหนึ่งกำลังกราบนมัสการสังเวชนียสถานในต่างแดน ซึ่งทำให้กลายเป็นประเด็นหลักในการวิจารณ์ของนางอมรัตน์ทันที

อย่างไรก็ตาม นางอมรัตน์ ได้แสดงความเห็นชัดเจนว่า การพูดในลักษณะนี้เป็นการแสดงออกที่ขาดความสุภาพและมีความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนสูงสุดในสังคมไทย

ขาดวุฒิภาวะในการสื่อสารทางการเมือง

นางอมรัตน์ กล่าวว่าการใช้คำพูดที่เผ็ดรุนแรงในการอภิปรายครั้งนี้ถือเป็น ‘สคริปต์อภิปรายที่มักง่าย ขาดวุฒิภาวะ’ สำคัญกว่านั้น คือการสื่อสารอย่างไม่มีศิลปะทางการเมือง แม้ว่าต่อมาเจ้าของคำจะออกมาขอโทษและระบุว่า มีเจตนาในการสื่อสารเพื่อสื่อถึงความไม่เหมาะสมของงบประมาณ แต่นางอมรัตน์ก็ยืนยันว่าคำขอโทษที่ได้รับยังไม่สามารถช่วยบรรเทาความรู้สึกแสบร้อนของฝ่ายที่โดนกล่าวถึงได้เลย

ด้านพลเมืองดีมากทั้งหลายมองว่าการพูดในประเด็นทางศาสนาให้มากเกินไป อาจทำลายสภาพแวดล้อมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมเสียความเคารพต่อศรัทธาของผู้คน หรือแม้กระทั่งลดทอนแนวทางการอภิปรายที่ควรจะมีคุณธรรมและจริยธรรมในวงการการเมืองไทย

จากกรณีนี้ นับเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่ผู้แทนราษฎรในสภาทุกพรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นบุคคลระดับใด หากยังไม่ให้ความสำคัญต่อศิลปะในการสื่อสาร ต่อถ้อยคำที่มีผลต่อคนฟัง ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อมูลค่าของระบบประชาธิปไตยในบ้านเมือง

การเมืองไม่ใช่แค่ความคิดเห็นและการต่อสู้ทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นการแสดงความมีวุฒิภาวะ การใช้ถ้อยคำอย่างเหมาะสมคือความเป็นผู้นำที่ประชาชนรอคอย

ที่มา – ‘อมรัตน์’ ซัด‘สส.นนทบุรี’ พรรคประชาชนมักง่าย-ขาดวุฒิภาวะปมอภิปรายกราบ ‘สังเวชนียสถาน’