ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หยอง ลูกหยี เสียใจแจ้งข่าวน้องชายจากไป ปีนี้เสียคนรัก 3 คน

วงการตลกไทยต้องเจอกับความเศร้าอีกครั้ง เมื่อ หยอง ลูกหยี แจ้งข่าวการจากไปของ น้องชาย เหน่ง ลูกหยี หรือ “เหน่ง-ประสิทธิ์ สมจิตรนา” อย่างสงบ ทำเอาวงการบันเทิงและแฟนคลับต่างเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก

หยอง ลูกหยี เสียใจแจ้งข่าวน้องชายจากไป

โดยผู้เป็นพี่ชาย หยอง ลูกหยี ได้โพสต์ข้อความอาลัยผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยความรู้สึกเสียใจว่า “1 ปี 4 เดือน ผมเสียคนที่ผมรักและเขารักผมไป 3 คน… รักทุกคนมากนะ” ข้อความที่เต็มไปด้วยความรักและความทรงจำ ทำให้หลายคนที่ติดตามไม่อาจกลั้นน้ำตาได้

ความทรงจำของ “เหน่ง ลูกหยี” ในวงการ

“เหน่ง ลูกหยี” หรือ “เหน่ง-ประสิทธิ์ สมจิตรนา” เป็นน้องชายของ “หยอง ลูกหยี” ที่เคยร่วมงานด้านความบันเทิงมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็มีบทบาทสำคัญในครอบครัว และในวงการตลกไทย

หลายศิลปินในวงการออกมาแสดงความเสียใจกับข่าวนี้ ทั้งทางออนไลน์และเดินทางไปร่วมไว้อาลัย ณ วัดวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ซึ่งครอบครัวได้จัดพิธีทางศาสนาให้แก่ผู้ล่วงลับ

  • วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. พิธีรดน้ำศพ
  • วันที่ 21-23 กันยายน 2568 เวลา 19.30 น. สวดพระอภิธรรม
  • วันที่ 24 กันยายน 2568 (เวลาจะประกาศต่อไป) ประชุมเพลิง

การสูญเสียในครั้งนี้เป็นการเตือนใจให้ทุกคน รักษาสุขภาพ เอาใจใส่กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเราหรือคนที่เรารัก เพราะความตายอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ

แม้นับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับ หยอง ลูกหยี และครอบครัว แต่ความทรงจำดี ๆ จาก “เหน่ง ลูกหยี” จะยังคงอยู่ในใจคนที่รักเสมอ

หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนคลับ หรือมีความรู้จักกับครอบครัวลูกหยี ลองส่งกำลังใจผ่านข้อความหรือร่วมไว้อาลัย เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาในวันที่ยากลำบากเช่นนี้

ที่มา – ‘หยอง ลูกหยี’ แจ้งข่าวน้องชายจากไปอย่างสงบ สุดเศร้า1ปีเสียคนรักถึง3คน!

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งระบายน้ำเตือนหลายพื้นที่นอกคันกันน้ำได้รับผลกระทบ

กรมชลประทานอัปเดตสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยระบุว่าสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ วัดปริมาณน้ำไหลผ่านที่ 2,298 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำอยู่ที่ 23.51 เมตร ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 2.19 เมตร และมีแนวโน้มลดลง

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งระบายน้ำเตือนหลายพื้นที่นอกคันกันน้ำได้รับผลกระทบ

ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน 15.52 เมตร และระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.23 เมตร (ต่ำกว่าตลิ่ง 1.11 เมตร) โดยระดับน้ำมีแนวโน้มทรงตัว ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำไว้ด้านเหนือพร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งตามศักยภาพของคลอง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยา

ณ ปัจจุบัน พื้นที่นอกคันกันน้ำบริเวณด้านท้ายเขื่อนที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง, วัดไชโย อำเภอป่าโมก, คลองบางบาล ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี และตำบลโพนางดำ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งที่อยู่ติดกับแม่น้ำน้อย

ทั้งนี้ หากระดับน้ำทางตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างเหมาะสม

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ระดับน้ำจะมีแนวโน้มลดลงแต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจำนวนน้ำยังมากอยู่และมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงทรงตัวในการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมแผนสำรองเพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เพื่อความปลอดภัยของทุกคน เจ้าหน้าที่เชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ ได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ รวมถึงเน้นย้ำให้ประชาชนบริเวณใกล้เคียงกับแนวคันกั้นน้ำมีความระมัดระวังที่สูงขึ้นอีกครั้ง

เราควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาและข้อมูลจากกรมชลประทาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะน้ำเจ้าพระยาไม่ใช่แค่แหล่งน้ำที่สำคัญ แต่หากมีระดับเพิ่มขึ้นมากเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นภัยธรรมชาติที่กระทบต่อชุมชนได้เช่นกัน

เขื่อนเจ้าพระยาเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการน้ำในระบบน้ำของภาคกลาง ร่วมไปถึงความต่อเนื่องทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ทั้งในแง่ของน้ำใช้ในการเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค และป้องกันอุทกภัย

ประชาชนควรเข้าใจกลไกการจัดการน้ำเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการบริหารน้ำที่ผิดฤดูกาล หรือเกิดจากปริมาณฝนที่ไม่สามารถคาดเดาได้

เชิญชวนทุกท่านให้ติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยในทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา แจ้งระบายน้ำ เตือนหลายพื้นที่นอกคันกันน้ำท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบ

นับถอยหลัง 9 วัน วาระกระท่อม ศอ.บต. ลดปัญหายั่งยืน

ขณะนี้เหลือระยะเวลาอีกเพียง 9 วัน หรือครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2568 สำหรับ วาระกระท่อม ภายใต้โครงการ 120 วัน ที่ดำเนินการโดย ศอ.บต. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิดอย่างยั่งยืน

วาระกระท่อม ศอ.บต. ผนึกกำลังลดปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลที่ได้รับ นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. ได้เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคสังคม ทำให้สถานการณ์ด้านการใช้กระท่อมในพื้นที่อันตรายลดลงอย่างต่อเนื่อง

ขยายศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม

อีกหนึ่งความสำเร็จของ วาระกระท่อม คือการพัฒนาและขยาย ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ซึ่งเป็นพื้นที่พักฟื้นและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดก่อนกลับสู่สังคม

ปัจจุบันได้มีศูนย์ใหม่เปิดให้บริการแล้ว 2 แห่ง ได้แก่

  • ศูนย์ศรัทธาชน ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เปิดเมื่อ 1 กันยายน 2568
  • ค่าย อส. ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา จะเปิดในวันที่ 25 กันยายน 2568

นอกจากนี้ยังมีศูนย์เอกชนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ตำบลเปียน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายพฤศจิกายน 2568

ความร่วมมือที่ก่อให้เกิดความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ วาระกระท่อม ศอ.บต. ในการแก้ไขรากฐานของปัญหายาเสพติด และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วาระกระท่อม อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีคุณค่ามากกว่าที่เห็น!

ที่มา – นับถอยหลัง 9 วัน วาระกระท่อม ศอ.บต. ผนึกกำลังทุกฝ่ายลดปัญหายั่งยืน

ม.อ. ปัตตานี คว้า TOP 10 ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับยกย่องในฐานะหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีผลงานโดดเด่นด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ECOLIFE in U” ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ บริษัท คิดคิด จำกัด โครงการนี้มุ่งเป้าสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีแนวทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

ม.อ. ปัตตานี คว้า TOP 10 ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

ในการมอบรางวัลครั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 6 สถาบันที่ได้รับรางวัลจากโครงการ “ECOLIFE in U” ซึ่งมีการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศรวมทั้งหมด 70 แห่ง โดยเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้มากที่สุดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

ผู้แทนจากวิทยาเขตปัตตานีในครั้งนี้คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บดินทร์ แวลาเตะ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ซึ่งได้เดินทางไปรับมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ ณ อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับวิทยาเขตที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

ผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจ

จากข้อมูลที่เปิดเผย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 1,316.22 CO₂e จากการทำกิจกรรมความยั่งยืนรวมทั้งหมด 1,731 ครั้ง ซึ่งแสดงถึงความจริงจังและมุ่งมั่นในการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยอย่างรอบด้าน

กิจกรรมต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ การใช้พลังงานสะอาด การลดขยะ การส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การปลูกต้นไม้ และการจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้แก่ชุมชนและนักศึกษาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและผันแปรของสภาพภูมิอากาศ

  • โครงการลดขยะในมหาวิทยาลัย
  • การปลูกต้นไม้ลดคาร์บอน
  • การใช้พลังงานสะอาดภายในวิทยาเขต
  • การประชาสัมพันธ์แนวทางการใช้ชีวิตสีเขียว

โดยวิทยาเขตปัตตานียังได้มีการจัดทำระบบฐานข้อมูลติดตามการปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนและดำเนินการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดอุณหภูมิของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการยอมรับความสำเร็จ แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ ม.อ. ปัตตานี ดำเนินการต่อเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตสีเขียวภายในวิทยาเขต และขยายไปยังชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมในโครงการ “ECOLIFE in U” ช่วยยกระดับความตระหนักรู้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแสดงถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการร่วมมือด้านวิชาการและสังคมเพื่อผลักดันเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับเรา วิถีชีวิตสีเขียวเริ่มต้นได้จากทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ด้วยการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรู้ และมีการกระทำที่สร้างผลลัพธ์

ที่มา – ม.อ. ปัตตานี คว้า TOP 10 ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

ประกวดธิดากล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร คึกคัก สาวงามอำเภอเมืองฯ คว้ามงกุฎ

เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา จังหวัดกำแพงเพชรได้จัดงานประเพณีสารทไทย-กล้วยไข่ และของดีเองกำแพง ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการประกวด ธิดากล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร เป็นไฮไลต์ของงาน งานนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและแขกผู้มาเยือนอย่างคึกคัก

ประกวดธิดากล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร

ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (หลังเก่า) นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการตัดสินจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชน

บรรยากาศคึกคักตลอดทั้งงาน

สำหรับปีนี้มีสาวงามเข้าประกวดทั้งสิ้น 32 คน จากทั่วทุกอำเภอของจังหวัด ทั้งนี้เพื่อชิงตำแหน่ง ธิดากล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ประจำปี โดยสาวงามแต่ละคนได้แสดงพรสวรรค์และความงามอย่างเต็มที่

  • นางสาวปรมัช จุลพันธ์ (น้องปริม) – คว้ามงกุฎชนะเลิศ
  • นางสาวณิชาภัทร รักษาพล (น้องปรีม) – รองชนะเลิศอันดับ 1
  • นางสาวสิรีธร เฉลาฉายแสง (น้องน้ำมนต์) – รองชนะเลิศอันดับ 2
  • รางวัลขวัญใจเมืองกำแพง – นางสาวณัฏฐณิชา คงสุข

ภายในงานยังได้มีศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง เช่น สุนารี ราชสีมา มาแสดงอาหารให้บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงต้นจนจบงาน

การส่งเสริมการท่องเที่ยวและสินค้าท้องถิ่น

นอกจากจะเป็นงานประกวดความงามแล้ว งาน ประกวดธิดากล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ยังส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่โด่งดังอย่าง อัญมณีเมืองเหนือ “กล้วยไข่” ให้แพร่หลายไปยังผู้คนทั่วประเทศ

งานนี้ถือเป็นงานสำคัญที่สะท้อนถึงความสามัคคีและภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวกำแพงเพชรได้อย่างชัดเจน และเป็นโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่อีกด้วย

หากคุณพลาดการชมงานปีนี้ ไม่เป็นไร! รับรองว่าต้องตั้งตารอชมกันอีกในปีหน้า เพราะงานนี้ยังคงเติบโตและได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ประกวด “ธิดากล้วยไข่” คึกคัก สาวงามอำเภอเมืองฯ คว้ามงกุฎไปครอง

อุทัยธานีเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว 7-8 ต.ค.นี้

จังหวัดอุทัยธานีเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว ประจำปี 2568 ในวันที่ 7-8 ตุลาคม 2568 ณ ลานวัดสังกัสรัตนคีรี อำเภอเมืองอุทัยธานี เพื่อสืบสานประเพณีที่มีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม

อุทัยธานีเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว 7-8 ต.ค.นี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่บริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรี อำเภอเมืองอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยนางสาวนัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี และนางสาวพรทิพย์ กำเหนิดแจ้ง วัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน ประเพณีตักบาตรเทโว ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ

งานประเพณีตักบาตรเทโว ถือเป็นงานบุญใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังเทศกาลออกพรรษา ซึ่งมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมงาน เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธศาสนา และสืบสานประเพณีดีงามที่สืบทอดกันมาช้านานในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี

รายละเอียดกิจกรรมภายในงาน

ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “เทโวโรหณะ พุทธกตัญญู” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแห่งพระคุณพระพุทธเจ้า พร้อมกิจกรรมร่วมรับประทานอาหารสำรับ ข้าวคาวหวานแบบขันโตก และการจำหน่ายสินค้า OTOP ที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอุทัยธานี

ในเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เริ่มกิจกรรมบุญตักบาตร โดยมีพระภิกษุสงฆ์กว่า 500 รูป เดินลงมาจากยอดเขาสะแกกรัง ผ่านบันไดกว่า 449 ขั้น เพื่อรับข้าวสารและอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป ณ ลานวัดสังกัสรัตนคีรี เพื่อสร้างกุศลให้กับตนเองและครอบครัว

  • กิจกรรมการแสดงแสง สี เสียงในคืนวันที่ 7 ต.ค.
  • ร่วมรับประทานอาหารแบบขันโตก
  • ตักบาตรพระภิกษุสงฆ์กว่า 500 รูป
  • ขบวนแห่พุทธประวัติ และโต๊ะหมู่บูชา

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่งาช้างแต่งแต้มอย่างประณีต ซึ่งชาวอุทัยธานีร่วมกันจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากจะเป็นการสร้างบุญแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาและความสามัคคีของประชาชนในพื้นที่

งานประเพณีตักบาตรเทโว ของจังหวัดอุทัยธานีถือว่าเป็นหนึ่งในงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับประเทศ และจัดได้สอดคล้องกับตำนานของพื้นที่มากที่สุด จึงได้รับการยอมรับจากชาวพุทธทั่วประเทศอีกด้วย

หากคุณมีโอกาสเยือนอุทัยธานีในช่วงเทศกาลตุลาคมนี้ อย่าลืมเข้าร่วมงานประเพณีตักบาตรเทโว เพื่อสร้างบุญ รับความสงบ และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริงร่วมกับคนท้องถิ่น

ที่มา – จ.อุทัยธานี แถลงเตรียมจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว 7-8 ต.ค.นี้

ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำ “แอนติฟา” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 23 กันยายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อขึ้นบัญชีดำ “แอนติฟา” หรือกลุ่มแนวร่วมต่อต้านฟาสซิสต์ ให้เป็นองค์กรก่อการร้ายภายในประเทศ โดยระบุว่ากลุ่มนี้มีแนวคิดทางการเมืองฝ่ายซ้ายสุดโต่ง และมีเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลสหรัฐ

ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำ “แอนติฟา” เป็นกลุ่มก่อการร้าย

ในคำสั่งของเขา ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่า แอนติฟา เป็นองค์กรที่ไม่เคารพกฎหมาย มีพฤติกรรมที่ผิดหลักนิติธรรม และใช้ความรุนแรงเพื่อลดทอนเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

แนวทางการกระทำของแอนติฟาที่ถูกกล่าวหา

แอนติฟา หรือ Anti-Fascist Action คือกลุ่มที่มีทัศนคติตรงข้ามกับกลุ่มที่มีแนวคิดฟาสซิสต์ โดยในทางปฏิบัติ พวกเขาไม่มีผู้นำหลักหรือโครงสร้างเป็นทางการ โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มักจะกระจายไปหลายประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือและยุโรป อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ มองว่าแอนติฟาเป็นกลุ่มที่เข้าข่าย “ก่อการร้าย” โดยยกตัวอย่างจากการจัดชุมนุมและกิจกรรมที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการประท้วงต่อต้านการตายของจอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปี 2020

ทรัมป์ยังกล่าวในการแถลงว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจในการดำเนินการกับบุคคลที่อ้างดำเนินการในนามของกลุ่มแอนติฟา รวมไปถึงองค์กรที่ให้การสนับสนุนทางวัตถุหรือการเงินต่อกลุ่มนี้อย่างเปิดเผย ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากนักวิเคราะห์ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการตอบโต้ขั้วการเมืองฝ่ายซ้าย หลังจากเกิดกรณีลอบยิงสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก อินฟลูเอนเซอร์การเมืองขวา ซึ่งมีการสงสัยว่าแอนติฟาอาจเกี่ยวข้อง แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน

  • แอนติฟา ออกมามานานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930
  • ไม่มีผู้นำหรือโครงสร้างแบบเป็นทางการ
  • กระจายตัวในหลายประเทศ
  • ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงในการเคลื่อนไหว

ถึงแม้จากทางทฤษฎีแล้ว การชื่นชมหรือนิยมแนวคิดฝ่ายซ้ายไม่ได้หมายความว่าเป็นสมาชิก แอนติฟา แต่การตีความของผู้บริหารสหรัฐฯ ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่คาดว่าเป็นการตอบโต้ทางอุดมการณ์ และมีมุมมองที่แข็งกร้าวมากขึ้น

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองอย่างยิ่ง ยิ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่การเมืองซ้าย-ขวาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น การเข้าแทรกแซงอย่างเป็นทางการต่อกลุ่ม แอนติฟา จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญต่ออนาคตของรัฐบาลและสังคมพลเมืองในสหรัฐ

ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพื่อความมั่นคง หรือเป็นการผลักดันนโยบายทางการเมือง “ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำ “แอนติฟา” เป็นกลุ่มก่อการร้าย” ชัดเจนว่าเป็นข่าวที่น่าจับตาในทิศทางของอเมริกาในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวการเมืองโลก อย่าลืมติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะในยุคที่อุดมการณ์คู่ขัดแย้งกันมากขึ้น การตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ อาจจะกระทบต่อภาพรวมระดับโลก

ที่มา – ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำ “แอนติฟา” เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซัดต้องการโค่นอำนาจรัฐ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ทองไทยพุ่งแตะ 57,300 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่

ราคาทองวันนี้ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 เริ่มตลาดเช้าด้วยการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด 550 บาท ทำสถิติระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ 56,500 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาทองเมื่อวานนี้อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ติดต่อกัน นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามอย่างมากในวงการการลงทุน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ทองไทยพุ่งแตะ 57,300 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่

เมื่อเวลา 09.04 น. สมาคมค้าทองคำได้ประกาศปรับราคาทองคำโดย ราคาทองคำแท่งรับซื้อ อยู่ที่บาทละ 56,400 บาท และราคาขายออก อยู่ที่บาทละ 56,500 บาท ส่วน ทองรูปพรรณ มีราคาขายออกบาทละ 57,300 บาท ขณะที่ราคาทองคำ Spot ยังคงพุ่งขึ้นแตะระดับใหม่ๆ ที่ 3,756 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตอกย้ำอีกครั้งว่าการลงทุนทองคำครั้งนี้ “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!”

ราคาทองคำโลกฟ้องเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

ราคาทองคำในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทองคำ COMEX ปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาด้วยการพุ่งแรงสูงถึง 69.30 ดอลลาร์ แตะระดับปิดที่ 3,775.31 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นระดับสูงสุดตลอดกาล ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาให้พุ่งขึ้นคือความคาดหวังว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 2 ครั้งในปีนี้ หลังจากได้ปรับลดดอกเบี้ยในสัปดาห์ที่แล้ว

  • ราคาทองคำแท่งซื้อ: 56,400 บาท
  • ราคาทองคำแท่งขาย: 56,500 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณขาย: 57,300 บาท
  • ราคาทอง Spot: 3,756 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ราคาทองคำ COMEX: 3,775.31 ดอลลาร์/ออนซ์

จากข้อมูลที่ Dot Plot ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เปิดเผยไว้นั้น ระบุชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่เฟดเตรียมปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 4 ครั้งในอนาคตทั้งหมด 1% ระหว่างปี 2568 – 2570 ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น

ดังนั้น ใครที่มองหาโอกาสในการสะสมทองคำหรือแม้กระทั่งเพื่อเก็งกำไร นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก หากเทียบกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางโลกหลายแห่งเข้าสู่วัฏจักรการเงินแบบผ่อนคลาย

สรุปแล้ว “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!” เพราะราคาทองไทยพุ่งสูงถึง 57,300 บาท เป็นการแตะประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่เกิดขึ้นจริงในปีนี้ อย่ารอช้าหากคุณกำลังหาทางส่งเสริมพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

ติดตามราคาทองคำวันต่อวัน เพื่อไม่พลาดโอกาสลงทุนสุดพิเศษ

ที่มา – ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ทองไทยพุ่งแตะ 57,300 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่

PEA ร่วมมือกองทัพเรือ ส่งโครงการ Floating Solar และ Solar Farm 6 พื้นที่สุทธิบ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA ได้ร่วมมือกับ พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและสัญญาให้บริการในโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ (Floating Solar) และแบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ภายในหน่วยงานของกองทัพเรือ สุทธิบ โดยจัดขึ้น ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือ

PEA ร่วมมือกองทัพเรือ ส่งโครงการ Floating Solar และ Solar Farm 6 พื้นที่สุทธิบ

ภายใต้ข้อตกลงในครั้งนี้ PEA จะเป็นผู้ให้บริการโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกองทัพเรือ ครอบคลุมพื้นที่ 6 แห่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้แก่ โครงการติดตั้งระบบ Floating Solar และ Solar Farm โดยมีกำลังการผลิตรวมไม่น้อยกว่า 9,230 kWp โครงการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาความยั่งยืนในภาครัฐ

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำและติดดิน

โครงการ Floating Solar และ Solar Farm ที่ดำเนินร่วมกับกองทัพเรือในพื้นที่สุทธิบ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ตอบโจทย์การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การติดตั้งในลักษณะ 2 รูปแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงสุด

ทาง PEA ได้เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ทั้งในแง่ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการประหยัดพลังงานในภาครัฐ การใช้ระบบ Digital Platform จะช่วยให้หน่วยงานที่เข้าร่วมสามารถวิเคราะห์และจัดการพลังงานที่ผลิตได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

  • การติดตั้งระบบ Floating Solar บนผิวน้ำ
  • Solar Farm ติดตั้งบนพื้นดินให้ผลผลิตสูง
  • ใช้เทคโนโลยี Digital Platform วิเคราะห์การใช้งาน
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายในหน่วยงาน

นอกจากนี้ การดำเนินโครงการนี้ถือเป็นการนำร่องการร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสใหม่ในการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในส่วนราชการอื่นๆ การพัฒนาโครงการด้านพลังงานสะอาดในครั้งนี้ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับความมั่นคงทางพลังงาน

โครงการนี้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาด และส่งต่อความยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่

ที่มา – PEA จับมือกองทัพเรือ เดินหน้าโครงการ Floating Solar และ Solar Farm 6 พื้นที่สัตหีบ

คกก.กฤษฎีกาเผย ‘นายกฯ’ บินร่วมเวที UN แจงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้

ล่าสุด คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมเวทีสหประชาชาติของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นประเด็นที่สำคัญและเร่งด่วน ซึ่งอาจใช้เหตุผลนี้ในการหารือกับฝ่ายกฎหมาย เพื่ออนุมัติให้เดินทางไปประชุม United Nations General Assembly ได้

คกก.กฤษฎีกาเผย ‘นายกฯ’ บินร่วมเวที UN แจงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ข้อมูลถึงการเตรียมเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการเดินทางของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องอาศัยการตีความตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ปัจจุบันของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้แจงว่า ตามปกติแล้ว นายกฯ จะไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้หากยังไม่แถลงนโยบาย แต่หากมีเหตุผลที่สำคัญและเร่งด่วน เช่นการชี้แจงต่อผู้นำโลกเกี่ยวกับ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ถือว่าเป็นข้อยกเว้นที่สามารถทำได้ ภายใต้การพิจารณาและการอนุมัติที่เหมาะสม

  • มติคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับความจำเป็นในการเดินทาง
  • ความสำคัญของประเด็นชายแดนในเวทีนานาชาติ
  • ความจำเป็นในการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 162

ทั้งนี้ มาตรา 162 แห่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วันนับจากวันเข้ารับหน้าที่ อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ก็สามารถดำเนินการเบื้องต้นได้ก่อน ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศ

ดังนั้น การไปประชุม UN ของนายกฯ เพื่อชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นในเขตชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เป็นสิ่งที่ถือว่าเหมาะสมและจำเป็นในเวลานี้ หากเป็นไปเพื่อพูดคุยและระดมความร่วมมือจากนานาชาติ ไม่ใช่แค่การกล่าวสุนทรพจน์ทั่วไป

ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในเวทีนานาชาติ และช่วยลดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวจากปัญหาชายแดน

หากการเดินทางครั้งนี้ได้รับการอนุมัติ นับว่าเป็นการสร้างบทใหม่ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – ‘คกก.กฤษฎีกา’ เผย ‘นายกฯ’ บินร่วมเวที UN แจงผู้นำโลกปมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้