ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รถไฟบรรทุกน้ำมันชนกระบะตกคลองพิษณุโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 04.45 น. ของวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่าง รถไฟบรรทุกน้ำมันชนกระบะตกคลองพิษณุโลก บริเวณจุดตัดทางรถไฟหมู่ 1 บ้านหนองตม ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และอีก 1 รายบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมกู้ภัยได้รุดไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที

รถไฟบรรทุกน้ำมันชนกระบะตกคลองพิษณุโลก

พ.ต.ต.ณัฐพงศ์ เผือกพ่วง สว.(สอบสวน) สภ.พรหมพิราม ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุและรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน และกู้ชีพพรหมพิราม ที่บริเวณจุดตัดทางพบว่า รถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ สีบอร์นเทา ทะเบียน บช 9442 พิษณุโลก ได้ตกลงไปในคูน้ำข้างทางลึกประมาณ 20 เมตร สภาพรถพังยับ ขณะที่รถไฟที่พุ่งชนเป็นขบวนบรรทุกน้ำมันมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

ในรถกระบะมีผู้โดยสาร 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือออกจากตัวรถแล้ว ได้แก่ นายเด่นชัย โตกุดเวียน อายุ 35 ปี เป็นชาวอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีอาการสาหัสจนหมดสติและไม่มีชีพจร เจ้าหน้าที่ได้พยายามทำ CPR บนรถพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลพรหมพิราม แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนอีกหนึ่งรายคือ น.ส.จุฑามาศ โตกุดเวียน อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีบาดแผลฉีกขาดที่แขนซ้าย และอาการอึดอัดแน่นหน้าอก จึงได้รับการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพุทธชินราช

  • ผู้เสียชีวิต: นายเด่นชัย โตกุดเวียน อายุ 35 ปี
  • ผู้บาดเจ็บสาหัส: น.ส.จุฑามาศ โตกุดเวียน อายุ 35 ปี

จากการสังเกตเบื้องต้น บริเวณจุดเกิดเหตุไม่มีที่กั้นทาง และเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง คาดว่ารถกระบะอาจขับตัดหน้ารถไฟก่อนแล้วจึงถูกชนกลางลำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดเหตุ รถไฟบรรทุกน้ำมันชนกระบะตกคลองพิษณุโลก อย่างที่เกิดขึ้น ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสำคัญของการตั้งใจขณะขับขี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทางตัดกับรถไฟ หากคุณกำลังขับรถในบริเวณเช่นนี้ ควรระมัดระวังและหยุดรถรอให้แน่ใจก่อนที่จะผ่านทางรถไฟ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตข้อมูลด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้นะครับ

ที่มา – รถไฟบรรทุกน้ำมันชนกระบะตกคลองพิษณุโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส

เอบีซีถอดรายการ “จิมมี คิมเมล” เหตุวิจารณ์แรงคดีสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 กันยายน ว่าสถานีโทรทัศน์เอบีซี (ABC) ได้ประกาศถอดรายการ “จิมมี คิมเมล ไลฟ์” (Jimmy Kimmel Live) ออกจากผังการออกอากาศ “อย่างไม่มีกำหนด” โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการ

รายการ “จิมมี คิมเมล ไลฟ์” เป็นรายการทอล์กโชว์ช่วงดึกที่ได้รับความนิยมและมียอดผู้ชมสูงสุดหนึ่งในรายการของสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนล่าสุดปมความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังจากที่คิมเมลได้วิจารณ์เหตุการณ์ลอบยิงสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทางด้านอนุรักษนิยม ในรายการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

เอบีซีถอดรายการ “จิมมี คิมเมล” เหตุวิจารณ์แรงคดีสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

ภายในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว คิมเมลระบุว่า “เรื่องนี้คือการกระทำที่ตกต่ำครั้งใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และกลุ่มแก๊งมากาพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะทำให้ฆาตกรไม่ใช่พวกเดียวกันกับตัวเอง รวมถึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อเรียกคะแนนนิยมทางการเมือง”

MAGA ในมุมมองของจิมมี คิมเมล

คำพูดเกี่ยวกับ “MAGA” ที่คิมเมลกล่าวถึง แท้จริงแล้วหมายถึงแนวคิดจากสโลแกนของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “Make America Great Again” ซึ่งเรียบเรียงคำแปลได้ว่า “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

CompanyName อย่างบริษัทเน็กซ์สตาร์ (Nexstar Media Group) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายสถานีท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดภายใต้สังกัด ABC ได้ประกาศระงับการออกอากาศรายการ “จิมมี คิมเมล ไลฟ์” เป็นระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากบริษัท “ไม่เห็นด้วยกับทัศนคติที่คิมเมลออกมาวิจารณ์” ท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง

วิจารณ์จากผู้ใหญ่บ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารเพจและทีมงานของคิมเมลยังไม่ได้ออกความเห็นอย่างเป็นทางการใด ๆ เกี่ยวกับการถอดรายการ

แต่ในอีกด้าน ผู้นำระดับประเทศได้ออกมาแสดงความเห็น โดยตั้งคำถามพูดolie่ว “เอบีซีถอดรายการ” นี้เป็นข่าวที่ยอดเยี่ยมเพราะถือว่าเป็นการ “ตัดสินใจอย่างกล้าหาญ” พูดลดความดราม่าลงจากความคิดเห็นของคิมเมลที่ในสายตาหลายกลุ่มถูกมองว่าเป็นการโจมตีทางอ้อมผู้สนับสนุน MAGA

  • เอบีซีถอดรายการ “จิมมี คิมเมล” โดยไม่มีกำหนด
  • คิมเมลวิจารณ์คดีสังหารชาร์ลี เคิร์กอย่างรุนแรง
  • เน็กซ์สตาร์ระงับการออกอากาศเป็นเวลาหนึ่ง
  • MAGA กลายเป็นประเด็นกลางของการเมืองสหรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นในการวิเคราะห์ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงด้านสองขั้วของสื่อที่มีอิทธิพลอย่างเอบีซี และบุคคลที่ใช้เวทีเหล่านั้น เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่ ‘เพียงแค่กล่าว` แต่เนื้อหาในเชิงวิจารณ์ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ส่งผลกระทบในวงกว้างเสมอ

ดังนั้นก่อนจะไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิด เราควรตั้งคำถามว่า อิสรภาพของสื่อมีขอบเขตอยู่ที่ไหนและควรหยุดที่ตรงไหน คำตอบอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ที่มา – เอบีซีถอดรายการ “จิมมี คิมเมล” เหตุวิจารณ์แรงคดีสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

คลังเตรียมงบ 1.5 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นคนละครึ่งกลับมา

กระทรวงการคลังยืนยันว่ามีงบประมาณเพียงพอสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยมีวงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งหนึ่งในโครงการที่ได้รับการพิจารณาคือ คลังเตรียมกระสุน 1.5 แสนล้าน เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย

คลังเตรียมกระสุน 1.5 แสนล้าน

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจอย่างมากในตอนนี้คือโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในช่วงปีที่ผ่านมาและได้ผลดีในการพยุงกำลังซื้อของประชาชน ตอนนี้รัฐบาลวางแผนจะนำโครงการนี้กลับมาใช้อีกครั้ง โดยมีวงเงินในการดำเนินการสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดอีกครั้งหลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

นอกจาก คลังเตรียมกระสุน 1.5 แสนล้าน เพื่อปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” แล้ว อีกโครงการที่รัฐบาลมีแผนจะนำกลับมาใช้คือ ช้อปดีมีคืน ซึ่งเป็นโครงการที่ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริโภค โดยสิทธิพิเศษนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจในการใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนมากยิ่งขึ้น

ต้นทุนในการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนนี้ มีทั้งงบประมาณจากกระบวนการใช้งบกลางฉุกเฉินที่ยังไม่ได้ใช้ในปี 68 ซึ่งยังเหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท และงบในปี 69 ที่เตรียมไว้อีก 2.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินปี 69 ที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติมได้อีก 9 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่ไม่ยาว ดังนั้นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะนำมาดำเนินการจึงต้องเป็นโครงการที่เคยใช้ในอดีตมาแล้ว และประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับโครงการ “คนละครึ่ง” และ ช้อปดีมีคืน ซึ่งช่วยให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังส่วนต่างๆของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • โครงการคนละครึ่งเคยมีการดำเนินการไปแล้ว 5 รอบ
  • มียอดรวมวงเงินงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการกว่า 2.08 แสนล้านบาท
  • กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดประมาณ 30 ล้านคน

โดยสำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะเปิดตัวใหม่นี้ หากต้องการให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีขนาดของโครงการมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นงบประมาณของรัฐในการให้ความช่วยเหลือ 5 หมื่นล้านบาท และอีก 5 หมื่นล้านบาทจะเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่ายเอง ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

แม้ว่าจะมีหลายโครงการอย่าง “ยิ่งใช้ยิ่งได้” หรือ “เราชนะ” ที่เคยดำเนินการเพื่อพยุงรายได้ของประชาชน และลดภาระค่าครองชีพ แต่โครงการที่ใช้งบประมาณสูงสุดและเข้าถึงได้ทั่วถึงที่สุดยังคงเป็น คนละครึ่ง และ ช้อปดีมีคืน

ข้อคิด: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอยู่ในตอนนี้ต่างถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้หมุนเวียน ทั้งในระดับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ การติดตามผลการดำเนินการในขั้นตอนนี้จึงสำคัญมาก เพื่อให้แน่ใจว่างบประมาณที่ใช้ไปจะได้รับการตอบแทนในรูปของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกลับมา

ที่มา – คลัง เตรียมกระสุน 1.5 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นปัดฝุ่น คนละครึ่ง ลุ้นช้อปดีมีคืน

สรุปไทม์ไลน์ม็อบเขมรรุก ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’

เหตุการณ์ที่ชาวเขมรรุกล้ำเขตแดนไทยในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ได้สร้างกระแสความไม่สงบในพื้นที่อย่างมาก โดยมีการรื้อแนวลวดหนามที่ตั้งไว้เป็นเขตแดน และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมีผู้บาดเจ็บจำนวน 4 คน ซึ่งสถานการณ์นี้ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทั้งฝ่ายทหารและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

สรุปไทม์ไลน์ม็อบเขมรรุก ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยเพจ กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า วันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. มีกลุ่มชาวเขมรรวมตัวกันจำนวนมาก ประมาณ 300-500 คน เดินขบวนตั้งใจจะเข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงกับบ้านหนองหญ้าแก้ว อันเป็นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้พลังในการรื้อแนวป้องกันลวดหนามที่ติดตั้งไว้ของฝั่งไทย เพื่อแสดงความต้องการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว

การจัดการสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่ไทย

เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ได้ใช้มาตรการควบคุมฝูงชนเพื่อลดความรุนแรง และพยายามใช้การเจรจาเป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม โดยในระหว่างการเจรจาได้เกิดการปะทะเล็กน้อย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เจ็บ 4 คน ซึ่งได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว

ส่วนฝ่ายชาวเขมร ก็ยังคงมีกลุ่มชนบางส่วนที่ยืนยันจะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ดูสถานการณ์ต่อไป โดยไม่แสดงท่าทีจะถอย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมดูแลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่านี้

ภาพรวมของสถานการณ์

หน่วยงานของรัฐได้ย้ำเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระมัดระวังตัว และไม่เข้าไปในจุดเสี่ยงมากเกินไป เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสลัดผ่านของชายแดนในครั้งนี้ เรื่องอาจเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในกัมพูชา หรือความพยายามในการยืนยันสิทธิ์ของเขมรต่อพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นได้

  • บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นจุดขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามานาน
  • มีการแต่งตั้งกำลังพลเพื่อดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ต้องเฝ้าระวังไม่ให้โจมตีด้านภาพลักษณ์ของประเทศ

ณ เวลานี้ สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงมีความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้นโยบายของทางราชการยังมุ่งเน้นการแก้ไขด้วยสันติวิธี แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ การขาดการเจรจาที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาลกัมพูชาอาจทำให้สถานการณ์ลุกลามได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในบริบทนี้จึงควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

การจัดการกับความรุนแรงและการสื่อสารอย่างชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ความถูกต้องของข้อมูลไม่เพียงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังสร้างความไว้วางใจในหมู่ประชาชนด้วย

สุดท้ายนี้ หากว่าคุณเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หรือมีความ关心 ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ในอนาคต

ที่มา – สรุปไทม์ไลน์ม็อบเขมรรุก ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ รื้อแนวลวดหนาม บานปลายปะทะ-ตร.เจ็บ 4

ชูวิทย์เผย! คนกินไวน์คะแนนพุ่ง แต่คนกินนมดิ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กอย่างชัดเจน ถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ที่กำลังมีทิศทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน

คนกินไวน์คะแนนพุ่ง แต่คนกินนมดิ่ง หมายถึงอะไร

ในโพสต์ของเขา นายชูวิทย์เปรียบเทียบการเมืองว่าเป็นเรื่องของ ‘ผู้ใหญ่’ กับ ‘เด็ก’ โดยใช้นิทานที่ว่า คนกินไวน์กับคนกินนม ซึ่งแฝงความหมายถึงการใช้กลยุทธ์ที่ฉลาดและประสบการณ์ หรือกลับกันคือการขาดการวางกลยุทธ์และการตัดสินใจที่ยืดเยื้อ

พรรคภูมิใจไทยตอนนี้มีคะแนนนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการดำเนินการที่มีความชัดเจนและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ในทางกลับกัน พรรคประชาชนกลับมีคะแนนนิยมที่ลดลงไปอย่างต่อเนื่อง ถูกวิจารณ์ว่า ‘เหมือนเด็ก’ ที่ไม่รู้จะไปทางไหน การล้มเหลวในการคุมสถานการณ์และการขาดการปรับตัวกลายเป็นสาเหตุที่สำคัญ

เปรียบเทียบระหว่างไวน์กับนม สามารถช่วยเข้าใจได้

คนกินไวน์คือผู้ที่มีประสบการณ์สูง มีการวางแผนล่วงหน้า มีความคิดลึกซึ้ง และสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ต่างจากคนกินนมที่มีท่าทีเป็นเด็กๆ ตัดสินใจด้วยอารมณ์ และขาดการเตรียมตัวที่เพียงพอ

  • พรรคภูมิใจไทย – มีแนวทางชัดเจน เป็น ‘คนกินไวน์’
  • พรรคประชาชน – ขาดความมั่นคง เป็น ‘คนกินนม’

ดังนั้น ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น เมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูด ส.ส. ใหม่ๆ และคะแนนนิยมพุ่ง ขณะที่พรรคประชาชนกลับขาดเป้าทางการเมือง และมีโอกาสต่ำในการกลับมาแรงอีกครั้ง ในอนาคต

ทว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่ประชาชนจะนั่งดูเฉยๆ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนต้องเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์และเลือกพรรคที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ถอยหลังด้วยการเมืองระดับเด็กนักเลง

สรุป: คนกินไวน์จะชนะเสมอถ้าคนกินนมยังไม่เติบโต พรรคที่มีความพร้อมในการบริหารประเทศ คือพรรคที่น่าลงคะแนนเสียง เพราะการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชน

หากคุณเห็นด้วยกับข้อคิดนี้不妨เริ่มติดตามและรับข่าวสารการเมืองมากขึ้น เพื่อเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ที่มา – “ชูวิทย์” ชี้ชัด! ทำไม ‘คนกินไวน์’ คะแนนพุ่ง แต่ ‘คนกินนม’ ดิ่งลง

ฮ่องกงพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการข้อมูล

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีนกำลังก้าวเด่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านนโยบายและงบประมาณจำนวนมากเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ

ฮ่องกงมุ่งสร้างอุตสาหกรรมเพื่อปัญญาประดิษฐ์

รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศแผนพัฒนาที่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างลึกซึ้ง โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้าง “อุตสาหกรรมเพื่อปัญญาประดิษฐ์” และ “ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออุตสาหกรรม” พร้อมส่งเสริมการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ในภาคบริการ สำนักงานพลังงาน และแม้กระทั่งภาคการศึกษา

การลงทุนจากภาครัฐนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนจากการจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 4,070 ล้านบาท) ในปี 2016 เพื่อจัดตั้ง “สถาบันวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ฮ่องกง” ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการส่งเสริมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจากบุคลากรด้านเทคโนโลยีชั้นนำของเมือง

การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

ฮ่องกงยังใช้ข้อได้เปรียบภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในการพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์-วิทยาการข้อมูล โดยพยายามสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลจากการวิจัยทางแผ่นดินใหญ่สู่อุทยานวิจัย Hong Kong Park เพื่อการทดลองและสร้างสรรค์การประยุกต์ใช้งานจาก AI

ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐทั้งหลายยังมุ่งขยายการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐ ด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยปฏิรูปบริการภาครัฐ ลดภาระงาน และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ 지원นโยบายสาธารณะ

  • พัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยี
  • สร้างระบบนิเวศการวิจัยปัญญาประดิษฐ์
  • นำ AI มาใช้ในหน่วยงานราชการ
  • เชื่อมโยงข้อมูลข้ามพรมแดนภายใต้กฎหมายพิเศษ

นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเน้นการสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมด้วยระบบ AI ผ่านการฝึกอบรมและส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมกันออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของประชาชน

สรุป : ฮ่องกงไม่เพียงแค่มุ่งนำ AI มาใช้งาน แต่ยังต้องการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในอนาคต

ที่มา – ฮ่องกงมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์-วิทยาการข้อมูล

ใครอยาก‘สวย-หล่อ’ ด้วย ‘ฟิลเลอร์’ ต้องอ่าน!

ถ้าคุณกำลังมองหาทางลัดเพื่อให้หน้าตาดูอ่อนกว่าวัย หน้าเต่งตึง หรือเส้นริ้วรอยดูจางลง “ฟิลเลอร์” อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะว่าเป็นวิธีที่ช่วยเติมเต็มผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริเวณแก้ม ขาวยิ้ม หรือร่องจมูกต่อคิ้ว อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์มีทั้งประโยชน์และอันตราย ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้เลยว่าควรระวังอะไรบ้าง

ใครอยาก‘สวย-หล่อ’ ด้วย ‘ฟิลเลอร์’ ต้องอ่าน!

ตามข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อ.พญ.ณัชชา โชติถาวรศักดิ์ ได้แจ้งเตือนถึงอันตรายของการใช้ฟิลเลอร์ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อปรับโครงสร้างใบหน้า ให้ดูสมส่วน หน้าใส และช่วยลดริ้วรอย ซึ่งในปัจจุบันนิยมมากในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงาน

ประเภทของฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  • ฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว (Temporary) เช่น ไฮยาลูโรนิกแอซิด ซึ่งสลายได้ตามธรรมชาติภายใน 6 – 12 เดือน และถือว่าปลอดภัยกว่า
  • ฟิลเลอร์ชนิดถาวร (Permanent) เช่น ซิลิโคนเหลว ซึ่งไม่สลายในร่างกาย และมีความเสี่ยงสูงต่อผลข้างเคียงรุนแรง จึงไม่แนะนำให้ใช้ในปัจจุบัน

การเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์

ผลข้างเคียงมีทั้งแบบปกติและรุนแรง โดยอาจแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา:

  • ระยะสั้น: เกิดขึ้นในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรก ได้แก่ อาการบวม รอยฟกช้ำ หรือความรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีด
  • ระยะยาว: เช่น การเกิดเนื้อตายจากเส้นเลือดอุดตัน (พบได้ 0.3%) การเกิดก้อนเนื้ออักเสบ (0.01 – 1.0%) และการติดเชื้อ หากใช้เข็มหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาด

ที่น่ากังวลมากคือผลข้างเคียงรุนแรง เช่น “ตาบอด” ซึ่งเกิดเมื่อฟิลเลอร์เข้าสู่เส้นเลือดที่เลี้ยงดวงตา ทำให้เกิดการอุดตันและขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดภาวะตาบอดแบบถาวร หากมีอาการตาพร่ามัวหรือตาปวดหลังฉีด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

ใครอยาก‘สวย-หล่อ’ ด้วย ‘ฟิลเลอร์’ ต้องรู้!

การฉีดฟิลเลอร์ควรดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานควบคุมอาหารและยาเท่านั้น อย่าประมาทกับใบหน้าของเรา เพราะความสวยที่มาพร้อมกับความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรก

อย่าลืม! ความงามไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่คือสุขภาพที่ดีจากภายในถึงภายนอก หากคุณต้องการ“สวย-หล่อ”ด้วยฟิลเลอร์อย่างปลอดภัย ต้องเลือกสถานที่ที่เชื่อถือได้ และขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ

ที่มา – ใครอยาก‘สวย-หล่อ’ ด้วย ‘ฟิลเลอร์’ ต้องอ่าน!

สังคมตั้งคำถาม หากอายัดบัญชี 1,000 รายทั่วประเทศ เงินมหาศาลจะหายไปเท่าไร?

เมื่อวันที่ 17 กันยายน ประเทศไทยเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป ต่อมาตรการอายัดบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็นการตรวจสอบ “บัญชีม้า” แต่กลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้อง จนเกิดสถานการณ์ที่หลายคนไม่สามารถใช้จ่ายหรือดำรงชีพได้ตามปกติ

หลายรายที่ได้รับผลกระทบออกมาเล่าเรื่องราวถึงความเสียหายในตัวและจิตใจ โดยระบุว่า เงินที่เก็บสะสมมายาวนานหายไปอย่างปริศนา พร้อมกับความไม่มั่นใจว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยไม่มีการอธิบายชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สังคมตั้งคำถาม หากอายัดบัญชี 1,000 รายทั่วประเทศ เงินมหาศาลจะหายไปเท่าไร?

หลายคนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์นี้ หากหน่วยงานภาครัฐดำเนินการอายัดบัญชีประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,000 ราย โดยอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าหรือธุรกรรมที่น่าสงสัย จะส่งผลให้มีเงินมหาศาลถูกชะลอหรือถูกปิดจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้จริงหรือไม่ ทั้งที่รายส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด

ความกลัวที่มาแทนความปลอดภัย

ผู้คนจำนวนมากเริ่มกลัวไม่ใช่แค่ “มิจฉาชีพ” แต่กลัว “เจ้าหน้าที่รัฐ” และ “ธนาคาร” มากกว่า เพราะมีสิทธิในการอายัดบัญชีได้ทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าของบัญชีก่อน ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงในสิทธิของตนเองในฐานะพลเมือง

ผู้ใช้โซเชียลบางรายได้ตั้งคำถามอย่างเปิดเผย ว่าหากในวันหนึ่งรัฐจะสร้างมาตรการที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากเพียงเพราะ “สมมุติฐาน” แล้วใครจะรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง?

  • ประชาชนเสียหายจากบัญชีที่ถูกอายัดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • พ่อค้าแม่ค้าเข้าใจผิดจนหยุดรับชำระเงินด้วยบัตร
  • ระบบตรวจสอบยังมีช่องโหว่และไม่มีความชัดเจน

การตั้งคำถามสังคมตั้งคำถาม หากอายัดบัญชี 1,000 รายทั่วประเทศ เงินมหาศาลจะหายไปเท่าไร? ก็เป็นเสียงสะท้อนที่ลั่นถึงความไม่โปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบ โดยหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบาย สร้างกลไกตรวจสอบที่เป็นธรรม และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้การสมมุติกลายเป็นความจริงที่ทำลายชีวิตคนจริง

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับการทบทวนบทบาทของธนาคารและเจ้าหน้าที่ ว่าควรปฏิรูปหรือจัดระเบียบใหม่เพื่อให้การตรวจสอบไม่ไปกระทบ “ผู้บริสุทธิ์” ที่ไม่มีความผิดแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “ใครจะรับผิดชอบความเสียหายเหล่านี้?”

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายใดๆ ที่ดีจะต้องมีระบบตรวจสอบและป้องกันข้อผิดพลาด รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนสำคัญในการตั้งคำถามและหาทางออกร่วมกัน

หากคุณกังวลในเรื่องสิทธิ์ด้านทรัพย์สิน หรือเคยประสบเหตุการณ์บัญชีถูกอายัดโดยไม่มีคำอธิบาย อย่าเพิกเฉย เพราะเสียงของคุณคือแนวทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – สังคมตั้งคำถาม หากอายัดบัญชี 1,000 รายทั่วประเทศ เงินมหาศาลจะหายไปเท่าไร?

เรื่องน่ารู้ : มะเขือเปราะ

มะเขือเปราะ เป็นพืชผักที่มีชื่อเสียงในวงการอาหารและการแพทย์แผนโบราณ โดยเฉพาะในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย และแพร่หลายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย มากระหว่างสมัยโบราณจากการค้าขายกับชาวอินเดียและอาหรับ ปัจจุบันถูกปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยและให้ผลผลิตสูง

เรื่องน่ารู้ : มะเขือเปราะ

ในทางพฤกษศาสตร์ มะเขือเปราะ จัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae หรือวงศ์มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับมะนาว พริก มะเขือ เป็นต้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum melongena ซึ่งเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 40-150 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม รูปหัวลูกศร มีขนาดใหญ่และหนา ดอกของ มะเขือเปราะ ออกตามซอกใบ มีทั้งดอกเดี่ยวและดอกเป็นช่อ สีม่วงเข้มหรือสีขาว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ลักษณะของผลมะเขือเปราะ

ผลของมะเขือเปราะ มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ สีของผลขึ้นอยู่กับพันธุ์ มีตั้งแต่สีเขียว สีม่วง สีขาว สีเหลือง บางพันธุ์มีสีพาสเทลหรือลายขาวสลับกับสีเขียว ผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีม่วงเข้ม ผลของมะเขือเปราะมีเนื้อในแน่น กรอบ ฉ่ำน้ำ และมีรสหวานปนขมเล็กน้อย จึงเหมาะแก่การรับประทานสดและนำไปปรุงในเมนูต่าง ๆ

  • เมล็ดภายในมีสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน
  • นิยมรับประทานแบบสด เช่น จิ้มน้ำพริก
  • เหมาะสำหรับเมนูแกง เช่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด
  • สามารถนำไปผัดพริกแกงหรือต้มยำได้

ในอินเดีย มะเขือเปราะถูกใช้มากในอาหารวัฒนธรรมประจำชาติ เช่น แกงส้ม หรือ curry ส่วนในไทย นิยมใช้ในอาหารภาคใต้ เช่น แกงมัสมั่น หรือทำเป็นผักดอง ซึ่งช่วยเพิ่มความกรอบและสีสันให้กับอาหาร นอกจากนี้ ผลของ มะเขือเปราะ ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีไฟเบอร์ วิตามิน C และแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

ประโยชน์ทางอาหารและสมุนไพร

ในด้านสมุนไพรและการแพทย์ มะเขือเปราะ ถูกใช้รักษาอาการท้องผูก มีฤทธิ์ในการล้างพิษในร่างกาย และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เปลือกของผลมะเขือเปราะยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง จึงมีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณและชะลอความชรา บางพื้นที่ในอินเดียและเอเชียใช้ผักชนิดนี้เป็นยาสมุนไพรในการรักษาโรคเบาหวานด้วย

ในประเทศไทย มะเขือเปราะมีการปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝน ถือเป็นตัวเลือกของการปลูกพืชผักเขตร้อนที่เหมาะกับครัวเรือน ส่วนวิธีการเลือกซื้อ มะเขือเปราะสดใหม่ นั้น ควรเลือกผลที่มีผิวเรียบเงา ไม่มีแผล เป็นผลอ่อน และไม่สุกเกินไป เพื่อได้เนื้อในที่กรอบและอร่อยที่สุด

หากคุณกำลังมองหาทางเลือกดี ๆ ในการเพิ่มความหลากหลายให้กับเมนูอาหารที่บ้าน ลองนำ มะเขือเปราะ มาประกอบอาหารดูสักครั้ง รับรองได้ทั้งสุขภาพดีและรสชาติอร่อยตามแบบฉบับอาหารไทยแท้

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : มะเขือเปราะ

อีกแล้วครับท่าน! ฟาน ไดค์ โขกชัยพา หงส์แดง จิก ตราหมี นาทีบาป

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา เกิดความมันส์ระทึกขวัญอีกครั้งที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อ ลิเวอร์พูล “หงส์แดง” ทีมดังจากเมืองผู้ดี อังกฤษ ต้องมาไล่แซงพลิกวิกฤตแบบน่าตื่นตา ชนะ แอตเลติโก มาดริด ทีมดังจากสเปนไปแบบจุใจ 3-2 ด้วยประตูชัยช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+2 ซึ่งเป็นผลงานของ กัปตันทีมอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

ฟาน ไดค์ โขกชัยพา หงส์แดง จิก ตราหมี นาทีบาป

แม้ว่าเกมนี้ ลิเวอร์พูล จะได้เปรียบจากความคุ้นเคยกับสนามเหย้า และเริ่มเกมได้ใจดี โดยสามารถแย่งประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว 2-0 จากลูกเปิดของแอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในนาทีที่ 4 และตามด้วยจังหวะดวลเดี่ยวสุดฉลาดของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลุดเข้าไปซัดตุงตาข่ายเพิ่มในนาทีที่ 6

แต่การพักครึ่งแรกก็ยังไม่จบลงโดยง่าย เพราะในช่วงเวลาที่เหลือเพียง 3 นาทีของการแข่งขันในครึ่งแรก มาร์กอส ยอเรนเต พา แอตเลติโก มาดริด ตีไข่แตกจากจังหวะเอาชนะกองหลังไล่ขึ้นมาซัดให้ “ตราหมี” ตีไข่แตกเป็น 1-2 ก่อนจะจบครึ่งแรก

หงส์แดง เผยฟอร์มโหดในช่วงจัดหนักจัดเต็ม

ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล กลับมาเข้มข้นเพิ่มขึ้น และมีโอกาสเพิ่มสามแต้มอยู่หลายครั้ง แต่การยิงไม่ผ่านเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งในนาทีที่ 81 แอตเลติโก มาดริด พลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ ด้วยการวอลเลย์ของยอเรนเต ซึ่งลูกบอลเปลี่ยนทางแฉลบเข่า อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โด่งเข้าประตู ทิ้ง比分ไว้ที่ 2-2

ทุกอย่างเหมือนจะจบลงด้วยการเสมอ แต่ในนาทีที่ 90+2 เดอะช่วงเวลาที่ หงส์แดง เปล่งประกายออกมาอย่างต่อเนื่องจากลูกเตะมุมของโดมินิก โซโบซไล ที่เข้าทาง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กระโจนโขกบอลผ่านมือผู้รักษาประตูของทีมเยือน เข้าไปตุงตาข่าย ทำให้เกมจบลงด้วยสกอร์ 3-2 ชัยชนะแบบหวุดหวิด!

  • ประตูแรกของลิเวอร์พูล: 4’ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน
  • ประตูที่สองของลิเวอร์พูล: 6’ โมฮาเหม็ด ซาลาห์
  • แอตเลติโก มาดริด เยี่ยมจากยอเรนเต: 45+3’
  • แอตเลติโก มาดริด ตามเสมอ: 81’
  • หงส์แดง ชัยช่วงเวลาท้ายเกม: 90+2’ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล เผยให้เห็นถึง mentality ที่ยอดเยี่ยมในการทำฟอร์มในช่วงจัดหนักจัดเต็มด้วยการไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะถูกตามตีเสมอเกือบจบเกมก็ตาม

หากคุณเป็นแฟนบอลสายลุ้น ต้องบอกเลยว่า ใหม่ก็ต้องตามเชียร์หงส์แดงให้เต็มที่ เพราะพวกเขาคือหนึ่งในทีมที่สร้างความประหลาดใจในทุกนัดได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – อีกแล้วครับท่าน! “ฟาน ไดค์” โขกชัยพา “หงส์แดง” จิกตราหมีนาทีบาป