ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ภูมิใจไทยโหวตงบปี69 วาระ2 ขอพิจารณารายมาตรา

เมื่อเวลา 15.38 น. วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงผลการประชุมของพรรคว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 โดยจะพิจารณาเป็นรายมาตรา

ภูมิใจไทยโหวตงบปี69 วาระ2 ขอพิจารณารายมาตรา

การพิจารณาในวาระที่ 2 นี้ จะเน้นการดูรายละเอียดเหตุและผลจากกรรมาธิการเสียงข้างมากในการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละแผนงานสอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

แนวทางพิจารณางบประมาณอย่างรอบคอบ

น.ส.แนน กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณในครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่กำลังมาถึง ซึ่งมีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนอีสานและภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่านที่ประสบน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 100 ปี

นอกจากนี้ ยังเหลือระยะเวลาฤดูฝนอีกประมาณ 2 เดือน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน การให้ประชาชนต้องอพยพในช่วงที่มีน้ำขึ้นเช่นเคยจะไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เธอระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนสามารถอยู่รอดได้ด้วยแรง互助 และการบริจาคจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของสังคมไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

วาระที่ 3 ยังรอการตัดสินใจภายใน

ส่วนวาระที่ 3 ของร่างพ.ร.บ. งบประมาณดังกล่าว พรรคอยู่ระหว่างการหารือภายในก่อนจะมีการโหวตในวันที่ 15 สิงหาคมนี้อย่างเป็นทางการ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกความเห็นภายในพรรครวมถึงมุมมองจากประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน

พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางชัดเจนในการบริหารงบประมาณที่เป็นประโยชน์จริงต่อประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในระยะยาว

ทิศทางของพรรคภูมิใจไทย ในการพิจารณางบประมาณในปีนี้ ยังเน้นกรอบความคิดที่คนเป็นสำคัญ ไม่เน้นเพียงการใช้จ่ายแบบ例行 แต่ต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปในแต่ละพื้นที่

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่พรรคใช้ในการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในวาระ 2 หรือ 3 ของการพิจารณางบประมาณ พรรคจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณ พ.ศ. 2569 และบทบาทของพรรคภูมิใจไทยได้ที่นี่

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’โหวตงบ​ปี69 วาระ2 ขอ​ดูรายมาตรา​ ส่วนวาระ 3 รอเคาะก่อนโหวต

ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย แต่ยังติดปัญหาสนามไม่ได้มาตรฐาน

จากความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ภายใต้โครงการ Development of National Sport System (DNSS) สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ได้มีโอกาสประชุมออนไลน์กับตัวแทน UCI เพื่อหารือแนวทางพัฒนาศักยภาพนักกีฬาและบุคลากรด้านจักรยานของไทยอย่างยั่งยืน

ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย

ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทน UCI อย่าง มร.บาซิล โมเรลลอน และ มร.ฌอง ฌักส์ อองรี เข้าร่วมหารือและเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์ฝึกจักรยานในภูมิภาคเอเชีย ทั้งในด้านการเดินทาง บุคลากร เทคโนโลยี รวมถึงระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาที่พร้อมสนับสนุน

พล.อ.เดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า การมุ่งพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาจักรยานในภูมิภาค จะช่วยผลักดันนักกีฬาไทยให้แข่งกับนักปั่นโลกได้อย่างเท่าเทียม

ระหว่างทางยังมีอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ยังขาดอยู่คือ “เวลโลโดรมในร่มขนาด 250 เมตร” ซึ่งเป็นมาตรฐานสนามสำหรับการแข่งขันจักรยานประเภทลู่ในรายการระดับโลก เช่น โอลิมปิกเกมส์ ยูซีไอ แทร็ค เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพส์ รวมถึงรายการคัดเลือกโควตาเอเชีย

ปัจจุบันประเทศไทยมีเวลโลโดรมกลางแจ้งเพียง 4 แห่ง ได้แก่ หัวหมาก เชียงใหม่ สุพรรณบุรี และนครราชสีมา ซึ่งล้วนมีขนาด 333.33 เมตรต่อรอบ และไม่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก

ดังนั้น หาก ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย อย่างเต็มรูปแบบ จะต้องมีการลงทุนสร้างเวลโลโดรมในร่ม 250 เมตรขึ้นอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อรองรับการแข่งขัน และการฝึกซ้อมของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ

โอกาสในการเติบโต

แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านสนามแข่ง แต่ผลจากการติดต่อประสานงานกับ UCI แสดงให้เห็นว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางฝึกอบรมและพัฒนาจักรยานในเอเชีย

  • มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
  • บุคลากรด้านกีฬาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • การสนับสนุนจากสหพันธ์ระดับโลก

หากไทยสามารถแก้ไขปัญหาด้านสนามแข่งได้ จะมีโอกาสคว้ารายการแข่งขันระดับโลกมาจัดในประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ DNSS ที่ UCI ร่วมมือกับ IOC จัดขึ้น จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันศักยภาพนักกีฬาจักรยานไทยให้แข็งแกร่งและพร้อมรับสนามโลก

จากข้อมูลนี้ หาก ยูซีแอล ดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย ได้ จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งกีฬาจักรยานในเอเชียอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการลงทุนเปลี่ยนแปลงสนามแข่ง อาจทำให้โอกาสในการเป็นศูนย์กลางจักรยานในภูมิภาคหรี่ลง ทำให้การฝึกอบรมและแม้แต่การจัดการแข่งขันของนักปั่นรุ่นใหม่เกิดข้อจำกัด

ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสนามเวลโลโดรมในร่ม 250 เมตร จะเป็นการลงทุนอย่างมีคุณค่าต่อนโยบายกีฬายุคใหม่ของประเทศไทย

———-

ที่มา – “ยูซีแอล” พร้อมดันไทยสู่ศูนย์สองล้อเอเชีย แต่ยังติดปัญหาใหญ่ “สนาม” ไม่ได้มาตรฐานโลก

ด่วน! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ประเทศอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อมีรายงานว่านักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติเวียดนาม 2 คน ถูกสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) เรียกตรวจโครโมโซม เพื่อยืนยันคุณสมบัติในการเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบประเด็นเพศสภาพของนักกีฬา

ด่วนที่สุด! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทีมเวียดนาม เนื่องจากนักกีฬาทั้งสองไม่สามารถลงสนามแข่งในเกมรอบสองที่พบกับเปอร์โตริโกได้ ท่ามกลางความคาดหวังของแฟน ๆ อย่างไรก็ตาม ทีมเวียดนามยังสามารถปรับตัวและเอาชนะทีมเปอร์โตริโกด้วยสกอร์ 3-1 เซต แม้จะมีผู้เล่นหลัก缺席

FIVB ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ

ขณะนี้ FIVB ยังไม่ได้เปิดเผยผลการตรวจโครโมโซมอย่างชัดเจน และยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่านักกีฬาทั้งสองรายนี้จะสามารถกลับมามีส่วนร่วมในการแข่งขันในแมตช์ต่อไปได้หรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ทีมเวียดนามต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างเต็มที่

สำหรับผลงานในรอบแรกของทีมเวียดนามนั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม โดยพวกเขาสามารถชนะได้ 4 นัดจากทั้งหมด 5 นัด และเก็บแต้มไปแล้ว 12 คะแนน ทำให้พวกเขาได้รับสิทธิ์เข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม A

  • จัดการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นอย่างรวดเร็ว
  • ยังลุ้นสูงสุดในกลุ่ม
  • สร้างประวัติศาสตร์ในรายการนี้ได้

หากทีมเวียดนามสามารถจัดการกับปัญหาของผู้เล่นได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ มีโอกาสสูงที่ทีมนี้จะสามารถทำผลงานได้ดีต่อไปในศึกนี้ และอาจเขียนชื่อตัวเองลงในประวัติศาสตร์ของวอลเลย์บอลหญิง U21 โลก

ท่าทีซีเรียสของ FIVB ที่เรียกตรวจโครโมโซมของนักกีฬาคนนี้ดึงดูดความสนใจจากสากล และยิ่งทำให้ถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าควรใช้มาตรการเช่นนี้ในกีฬาสมัยใหม่จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของสิทธิมนุษยชนและการยอมรับทางเพศในวงการกีฬา

แม้สถานการณ์จะยังไม่มีความชัดเจน 100% แต่หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนก็คือทีมเวียดนามไม่ใช่แค่นักเล่นวอลเลย์บอลธรรมดา พวกเขายังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการฟื้นตัวจากสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างน่าทึ่ง

หากคุณติดตามการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง U21 โลก ห้ามพลาดการอัปเดตเกี่ยวกับนักกีฬาเวียดนามต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้จาก FIVB จะส่งผลขนาดไหนต่อภาพรวมของการแข่งขันในครั้งนี้นั้น ต้องรอดูกันอีกครั้ง

ติดตามทุกข่าวสารการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ได้ที่นี่!

ที่มา – ด่วนที่สุด! นักตบเวียดนาม โดน FIVB ตรวจโครโมโซม ชวดบู๊เปอร์โตริโก ศึก U21 โลก

แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับกลุ่มสถานีตำรวจภูธรหัวหมาก เปิดเผยว่า คดีของนายผลิตโชค อายนบุตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เป๊ก ผลิตโชค ได้มีความคืบหน้าตามขั้นตอนการสอบสวน

แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

ศิลปินนักร้องชื่อดังวัย 40 ปี ถูก นายชุติเทพ อายุ 21 ปี อาชีพไรเดอร์โจมตีด้วยมีดจนอาการบาดเจ็บ ณ ปั๊มน้ำมัน ซอยรามคำแหง 76 เขตบางกะปิ กทม. เมื่อคืนวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะ

ภายหลัง เจ้าหน้าที่สอบสวนได้นัดตัว เป๊ก ผลิตโชค เข้าให้การหลังจากเกิดเหตุไปแล้ว โดยช่วงเย็นของวันที่ 11 สิงหาคม พนักงานสอบสวนระบุว่าเขาให้คำให้การตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด และยอมรับข้อเท็จจริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังขอเก็บรายละเอียดไว้เป็นข้อมูลคดี

เบื้องต้นแจ้งข้อหา 2 ข้อ

‘เป๊ก ผลิตโชค’ ถูกแจ้งข้อหา 2 ข้อ ได้แก่ “ทำร้ายร่างกาย” และ “ก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ” ซึ่งตำรวจยืนยันว่าแม้คู่กรณีจะไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถดำเนินการยอมความกันได้โดยตรง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติม หากพบหลักฐานความเสียหายทางทรัพย์สิน และผลตรวจสอบสารเสพติดจากเส้นผมยังอยู่ระหว่างรอ เพราะช่วงวันหยุดยาวทำให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์หยุดดำเนินงานชั่วคราว

จากข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ให้ความสนใจกับคำให้การของ เป๊ก ผลิตโชค ที่ระบุว่าตนเองดื่มสุราจนเมา ทำให้เกิดการทะเลาะกับผู้อื่น และสำนึกผิดในพฤติกรรม แม้ตอนนั้นจะมีเพื่อนๆ ไปด้วย แต่มีน้อยคนที่สติอยู่ ซึ่งรวมถึงคนขับรถตู้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการนัดสอบปากคำเพื่อใช้ประกอบสำนวน

  • เป๊กยอมรับข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่
  • แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายและก่อความเดือดร้อน
  • รอผลจากคดีแพ่ง และตรวจสารเสพติด
  • กำลังสอบปากคำคนขับรถตู้เพิ่มเติม

สุดท้ายนี้ การให้ความชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สังคมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์อย่างถูกต้อง และหวังว่ากรณีเช่นนี้สามารถสร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายได้

ที่มา – แจ้ง2ข้อหา! ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ย่องเงียบให้ปากคำ ตำรวจยันยอมความไม่ได้

ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน

ในช่วงเทศกาลวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้จัดมาตรการตรวจความพร้อมของ รถโดยสารสาธารณะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ระหว่างวันที่ 9 – 12 ส.ค. 2568 ซึ่งในวันที่ 11 ส.ค. พบว่ามีรถใช้ความเร็วเกินกฎหมาย 102 คัน จากจำนวนที่ตรวจ 9,940 คัน

ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมทั้งของรถโดยสารและพนักงานขับขี่ ณ จุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การตรวจสอบในวันที่ 11 ส.ค. พบว่ามีรถ ใช้ความเร็วเกินกฎหมาย รวม 102 คัน อีกทั้งยังมีการใช้กล้องเลเซอร์ตรวจความเร็วบนถนนทั่วประเทศ พบอีก 10 คันละเมิดกฎจราจร

การร้องเรียนจากผู้ใช้บริการยังพุ่งสูง

สำหรับการร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์ 1584 มีผู้รายงานเหตุเกิน 53 เรื่อง โดยอันดับหัวข้อที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่:

  • ขับรถประมาท / วิ่งหวาดเสียว
  • พนักงานแสดงกิริยาไม่สุภาพ / แต่งกายไม่เหมาะสม
  • ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย

อธิบดีกล่าวอีกว่า หน่วยงานจะร่วมมือกับตำรวจและผู้ประกอบการเพื่อดำเนินการติดตาม สอบสวน และลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การตรวจ ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน เป็นการเตือนภัยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการให้ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งในเรื่องของพนักงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่น และผู้โดยสารที่ควรเฝ้าระวังและรายงานพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

หากคุณพบเห็นปัญหาเกี่ยวกับ รถโดยสารสาธารณะ สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนร่วมกัน

ที่มา – ผลตรวจรถโดยสาร 11 ส.ค. ใช้ความเร็วเกิน 102 คัน แห่ร้องขับรถประมาท/หวาดเสียว พีคสุด

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุระทึกขวัญที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่ออาสาสมัครทหารพรานไทย ชื่อ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาเมืองธม อำเภอพนมดงรัก ได้หวิบ กับระเบิด จนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาทั้งสองข้าง

ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวสิบเอกธีรพล ส่งไปรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลพนมดงรัก จากนั้นถูกลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งต่อไปยังสนามบินสุรินทร์ภักดี และนำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาการขาขาด และบาดแผลรุนแรงที่ต้นขาขวา

ระหว่างการนำตัวส่งโรงพยาบาล สิบเอกธีรพลยังคง รู้สึกตัวดี และสามารถยกมือไหว้ขอบคุณทีมแพทย์ที่มารอรับ ณ ทางเข้าอาคารศูนย์ความเชี่ยวชาญอุบัติเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นภาพที่สะเทือนใจ และแสดงถึงน้ำใจของแพทย์ รวมถึงการปฏิบัติต่อกรณีอย่างเป็นมืออาชีพ

โรงพยาบาลสุรินทร์เร่งผ่าตัด และเรียกร้องเลือดด่วน

ทันทีที่สิบเอกธีรพลถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์ได้ดำเนินการรักษาและ ผ่าตัดอย่างเต็มความสามารถ โดยในขั้นตอนหนึ่ง ทีมแพทย์มีความจำเป็นต้องใช้เลือดกรุ๊ป AB เพื่อใช้ในการฟื้นฟูอาการของผู้บาดเจ็บ จึงมีการเรียกร้องประชาชนที่มีกรุ๊ปเลือด AB มาบริจาคเลือดที่โรงพยาบาลสุรินทร์

  • ผู้บาดเจ็บ: สิบเอกธีรพล เพียขันที
  • เวลาเกิดเหตุ: ระหว่างออกลาดตระเวนในพื้นที่ตาเมียง
  • บาดแผล: ขาขาด บาดแผลที่ขาขวา
  • สถานที่รักษา: โรงพยาบาลสุรินทร์
  • กรุ๊ปเลือดที่ต้องการ: AB

นายแพทย์ชวมัย สืบนุการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังเหตุการณ์ว่า ทีมแพทย์ได้ให้ความใส่ใจและดูแลอย่างเต็มความสามารถ ขณะนี้ผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยแล้ว และแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่บ้านหนองคันนา ที่อยู่ใกล้กับปราสาทตาเมืองธม ซึ่งทางทหารไทยได้ ปิดกั้นพื้นที่ เข้า-ออกอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองและเจ้าหน้าที่

อีกทั้ง ยังมีประเด็นที่น่ากังวลว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชารอบนี้อาจบานปลาย ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำซาก เนื่องจากทราบว่ามีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากฝั่งทหารกัมพูชามากขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนที่ยังมีความไม่มั่นคง ทั้งจากเครื่องหมายทางทหารของศัตรูหรือกับดักที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้วางไว้ การรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและการป้องกันอาชีพจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

หากคุณมีกรุ๊ปเลือด AB และอยู่ใกล้พื้นที่สุรินทร์ ขอความกรุณาให้ความช่วยเหลือด้วยการบริจาคเลือด เพื่อช่วยชีวิต英雄ของเจ้าหน้าที่คนนี้ด้วยครับ

ที่มา – ส่งตัว ‘สิบเอกธีรพล’ เหยียบกับระเบิด ถึงโรงพยาบาล ต้องการเลือดกรุ๊ปAB ด่วน!

อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่านายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ได้แถลงร่วมกับนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลชั่วคราวของบังกลาเทศ ในโอกาสที่บังกลาเทศเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ว่ามาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ จะจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมาอย่างเป็นทางการ

อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

คณะผู้แทนร่วมระหว่างประเทศนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสันติภาพในเมียนมา รวมถึงผลักดันความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ชาวโรฮีนจา ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่บังกลาเทศ นอกจากนี้ ภารกิจนี้ยังมีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอาเซียน

อันวาร์กล่าวชัดเจนว่ากระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียจะเป็นผู้นำกระบวนการจัดตั้งคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา โดยจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เข้าร่วมภารกิจ ทั้งนี้ บังกลาเทศก็ได้มอบความพร้อมในการส่งผู้แทนร่วมภารกิจดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการยืนยันถึงบทบาทของอาเซียนที่มีความสำคัญในการจัดการปัญหาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เมียนมาเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

  • การสร้างสันติภาพในเมียนมา
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  • การแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย
  • การลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

นับเป็นก้าวสำคัญของอาเซียนในการแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียว โดยมีมาเลเซียเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ถือเป็นบทใหม่ของการเมืองอาเซียนในทิศทางบวก

ด้วยบทบาทของบังกลาเทศในการให้ความร่วมมือ ทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย และในครั้งนี้ อาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาแบบเปิดเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืนแก่สถานการณ์ในเมียนมา

หากคุณติดตามข่าวการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าพลาดติดตามความเคลื่อนไหวของอาเซียนในอีกหลายๆ ด้าน เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่ออนาคตของทุกประเทศในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา – อันวาร์ยืนยันจัดคณะผู้แทนอาเซียนไปเมียนมา บังกลาเทศร่วมทีมด้วย

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขา…

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พลเอกทัพ ไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางขึ้นบินลาดตระเวนทางอากาศเหนือพื้นที่ป่าเขาแนวชายแดนจังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์และความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามขนย้ายอาวุธและกระสุนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ประเทศไทยผ่านจุดเสี่ยงในพื้นที่ป่าเขาบริเวณชายแดน

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส

การสำรวจพื้นที่ครั้งนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายอำนวยการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ และประเมินจุดที่มีความเสี่ยงสูงในการลักลอบลำเลียงอาวุธข้ามพรมแดน รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของหน่วยลาดตระเวนในการปฏิบัติภารกิจและการตั้งฐานที่มั่นในพื้นที่เสี่ยง

แม่ทัพภาค 4 บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส

หลังจากการบินสำรวจ พลเอกทัพ ไพศาล ได้เชิญชุดควบคุมสุริโยทัย และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสมาประชุมเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทางร่วมในการปฏิบัติการสกัดกั้น ทั้งในด้านการปิดเส้นทางลำเลียงอาวุธ การเพิ่มกำลังพลลาดตระเวน และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรักษาความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน

การบินสำรวจแนวชายแดนในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของหน่วยบัญชาการทหารภาคที่ 4 ในการปกป้องพรมแดนของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศซับซ้อนและเป็นจุดเสี่ยงต่อการลักลอบขนย้ายอาวุธอย่างจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นแนวรบตอนหน้าที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

  • การบินลาดตระเวนทางอากาศ
  • การประเมินเส้นทางลำเลียง
  • การประชุมเร่งด่วนกับหน่วยเฉพาะกิจ
  • การประสานงานกับหน่วยงานของประเทศเพื่อนบ้าน

พลเอกทัพ ไพศาล ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยในพื้นที่ต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยยึดหลักข้อมูลข่าวกรองเป็นตัวขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีโอกาสเสริมกำลังด้วยอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใด ๆ

ในยุคที่ความมั่นคงทางพรมแดนเป็นประเด็นสำคัญ การเฝ้าระวังและการมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ตร. หรือทหารเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันในการรักษาความสงบและปลอดภัยของประเทศ

ที่มา – ‘แม่ทัพภาค 4’ บินสำรวจแนวชายแดนป่าเขานราธิวาส หลังพบเพื่อนบ้านขนอาวุธเข้าไทย

ชายจีนเสี่ยงติดคุก 5 ปีขนเต่าทะเลคุ้มครองออกจากสหรัฐ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานข่าวจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ว่า นายเว่ย เฉียง หลิน ผู้อาศัยอยู่ในเขตบรูคลิน ได้รับสารภาพต่อศาลแขวงรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์ก หลังถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานลักลอบขนส่ง เต่าทะเลคุ้มครอง ออกจากสหรัฐอเมริกา โดยภายในพัสดุที่ถูกตรวจพบมี “เต่ากล่องตะวันออก” และ “เต่ากล่องสามนิ้ว” รวมประมาณ 850 ตัว

เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ระหว่างการขนส่ง เต่าทะเลเหล่านี้ถูกบรรจุในถุงเท้า และกล่องที่ถูกติดฉลากว่า “บรรจุของเล่นสัตว์พลาสติก” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นพัสดุดังกล่าวไว้ได้ที่ด่านตรวจบนชายแดน ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45 ล้านบาท)

ชายจีนเสี่ยงติดคุก 5 ปีขนเต่าทะเลคุ้มครองออกจากสหรัฐ

หากพิจารณาจากข้อหาดังกล่าว ผู้พิพากษาได้นัดวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เพื่อนำเสนอคำตัดสินลงโทษ โดยจำเลยอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี รวมถึงการคุมประพฤติอีก 3 ปี และปรับเงินสูงสุดถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.08 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนการอนุรักษ์สัตว์ป่าทั่วโลก

เต่าทะเลคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้ง “เต่ากล่องตะวันออก” และ “เต่ากล่องสามนิ้ว” เป็นสัตว์ที่มีความสวยงามและถูกต้องกฎหมายคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือที่เรียกกันในชื่อย่อว่า “ไซเตส” (CITES) สัตว์เหล่านี้มีความต้องการสูงในตลาดสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะในประเทศจีน ฮ่องกง และอื่น ๆ ทำให้มีการลักลอบค้าขายอย่างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านกฎหมายของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “การแสวงหาผลกำไรมากกว่าการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้จะส่งผลต่อระบบนิเวศในระยะยาว และคุกโทษที่หนักอาจทำให้ผู้กระทำผิดระมัดระวังมากยิ่งขึ้น”

จากกรณีนี้ เป็นบทเรียนสำคัญให้เราตระหนักว่า การปกป้องสัตว์ป่าไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกคน หากเราไม่เข้าไปมีส่วนร่วม อาจส่งผลให้สัตว์ตระกูลเต่าที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วสูญพันธุ์อย่างถาวร

อย่าซื้อ อย่าขาย และอย่าสนับสนุนการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ทุกคนสามารถเป็นพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา – ชายจีนเสี่ยงติดคุกนานถึง 5 ปี เหตุลักลอบขน “เต่าทะเลคุ้มครอง” ออกจากสหรัฐ

‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69 ชี้ยุบสภาไม่ได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ไปร่วมอาหารกับนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองรัฐมนตรีมหาดไทย และอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อย่างชื่นมื่น ว่ามีข่าวลือว่านายนิพนธ์จะย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

นายอนุทินกล่าวว่า การไปพบปะกันเป็นเรื่องปกติ และเป็นมิตรภาพส่วนตัว ยืนยันว่าขณะนี้นายนิพนธ์ยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ส่วนเรื่องการเมืองในช่วงนี้ควรให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย และไม่ควรคาดเดาเกินไป เพราะการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

การวิเคราะห์ ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงมองว่าการเลือกตั้งไม่ได้ใกล้เข้ามา ทั้งที่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ มีคดีสำคัญหลายคดี นายอนุทินชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศจะมีการเลือกตั้งในปีนี้

ความจริงแล้ว นายกรัฐมนตรียังอยู่ในสถานะหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กระบวนการยุบสภาหรือการเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ไม่สามารถดำเนินการได้ เหมือนกับถูก “ล็อก” ไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยและเหล่าคอการเมืองมองว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 มากกว่า

แบ่งปันมุมมองจาก ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้งปี 69

“วันนี้ถามว่าจะใกล้เลือกตั้งได้อย่างไร ไม่มีความชัดเจนอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ มีการทักท้วงว่าการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ เท่านั้น” นายอนุทินกล่าวเสริม

นอกจากนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังดูไม่มีการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งกลางปี 2570 เลย ดังนั้น การคาดการณ์ของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นไปในทิศทางที่เห็นพ้องกับนักวิเคราะห์多数 ที่ expecting ให้เกิดการเลือกตั้งในช่วงปลายปีหน้า

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีอาจลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนาที่ปรากฏกับสมเด็จฮุนเซน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตในโครงการ “หมอครอบครัว” อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเผยว่าทุกอย่างยังเป็นเพียงข่าวลือ

“เป็นกระแสข่าว ไม่มีทางรู้ การตัดสินใจอะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ทุกคนก็คิดวิเคราะห์กันไป แต่พรรคภูมิใจไทยเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน…คนที่เคยปรามาส ว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นฝ่ายค้านไม่เป็น ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพ แต่วันนี้ก็ทำหน้าที่ได้ตามบทบาทที่เขาได้รับมอบหมายได้อย่างดี”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศอาจยังอยู่ในสภาวะ “รอคำตัดสิน” จากรัฐธรรมนูญ และสภาผู้แทนราษฎรก็มีเวลาสิ้นสุดวาระอีกเกือบหนึ่งปีเต็ม การ炒作 การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองทั้งหลายจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในบทสรุป หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า ถ้าปฏิบัติตามกระบวนการกฎหมายอย่างเข้มงวด การเมืองจะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการส่งเสริมเสถียรภาพของบ้านเมือง

ที่มา – ‘อนุทิน’ คาดเลือกตั้ง​ปี 69​ ชี้​ยุบสภาไม่ได้​ เหตุ ‘นายกฯ’ หยุดปฎิบัติหน้าที่​อยู่