ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

ล่าสุดเหตุการณ์เกี่ยวกับ ระเบิดเขมรตกค้าง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานว่า บางจุดของกระสุนที่ตกค้างเหล่านี้ อยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียงแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทำให้การดำเนินการเก็บกู้เกิดข้อจำกัดหลายประการ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดกลุ่ม EOD (ระเบิดควบคุม) ทั้งจากตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ตชด.22 และชุดปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เข้าดำเนินการเก็บกู้และทำลายลูกจรวด BM-21 ขนาดใหญ่ของฝั่งกัมพูชา ที่ยิงเข้ามาในพื้นที่เขตประเทศไทย และตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณบ้านประทาย ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ใกล้ปั๊มน้ำมัน ปตท.แห่งหนึ่ง

ชิ้นส่วนของ ระเบิดเขมรตกค้าง ที่ถูกเก็บกู้มาก็ถูกส่งไปตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำภารกิจเก็บกู้ในพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะที่ยังมีลูกปืนใหญ่ทั้งขนาด 100 มม. และ 130 มม. ฝังอยู่ใต้ดินในสวนยางพาราและป่าที่อยู่ติดกับชายแดน

บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ระเบิดบางลูกอยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชาในระยะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากมีการใช้แรงระเบิดในการทำลาย เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถดำเนินการจัดการลูกปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ได้ เนื่องจากยังต้องรอดำเนินการอนุมัติจากหน่วยทหาร และประเมินความเสี่ยงในการยิงตอบโต้จากฝั่งตรงข้าม

ในขณะที่บางพื้นที่ที่อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 200 เมตร ทีม EOD สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้และทำลายลูกปืนขนาด 100 มม. ได้สำเร็จ โดยมีการระบุพื้นที่อันตรายและตั้งป้ายเตือนรอบ ๆ บริเวณทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้

  • เจ้าหน้าที่ EOD ต้องตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดก่อนดำเนินการ
  • ระเบิดเขมรตกค้างเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของชาวบ้าน
  • บางจุดต้องขออนุมัติจากทหารก่อนทำลาย
  • มีการตั้งป้ายเตือนเพื่อลดความเสี่ยงในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถจัดการได้

สถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นบททดสอบอีกหนึ่งครั้งให้กับทีมเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนอยู่เสมอ ความร่วมมือระหว่างกองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราควรร่วมกันเฝ้าระวังและให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการป้องกันอันตรายจาก ระเบิดเขมรตกค้าง และสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้เคียงกับเขตแดน

ที่มา – เจ้าหน้าที่เร่งกู้ระเบิดเขมรตกค้าง บางจุดห่างชายแดนแค่200เมตร

ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” ได้โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือด่วนเกี่ยวกับการรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” เพื่อใช้ในการป้องกันอธิปไตยของประเทศไทย โดยระบุว่าเป็นของจำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร และมีประโยชน์ใช้สอยอย่างมากในภารกิจหลักของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

ข้อความบนเพจระบุอย่างชัดเจนว่ามีความเร่งด่วนเป็นพิเศษในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นวัสดุที่มีความสำคัญต่อการป้องกันชายแดนและรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางการเมืองหรือกรณีบุกรุกอธิปไตยจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

กองทัพภาคที่ 2 ร้องขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อการป้องกันอธิปไตย

ใครสามารถช่วยได้บ้าง?

สำหรับผู้ที่ต้องการให้การสนับสนุน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงที่ พันโทสุริยาวุธ สุขเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โทร. 093 591 6946 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมารับบริจาคในกรณีที่อยู่ใกล้เคียงหรือสะดวกในการเดินทาง

ทั้งนี้ ลวดหนามหีบเพลงที่กองทัพภาคที่ 2 ต้องการนั้น มีลักษณะคล้ายลวดหนามแต่มีโครงสร้างแข็งแรง ทนทานมากกว่า โดยมักถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานในบริเวณที่ต้องมีการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกบุกรุก ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลกในการรักษาความปลอดภัยริมแนวชายแดนหรือพื้นที่สำคัญ

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: สบายต่อการลำเลียง
  • ความแข็งแรง: ทนต่อสภาพอากาศ
  • การนำไปใช้: ป้องกันทางการทหารและชายแดน

อย่างไรก็ตาม การรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภาระหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนที่ต้องร่วมมือกันในการปกป้องประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสอันดีสำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจสำคัญ เช่น การรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดน

หากคุณมี ลวดหนามหีบเพลง อยู่ในครอบครอง หรือทราบแหล่งที่สามารถจัดหาสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าลังเลที่จะประสานงานเพื่อให้การสนับสนุนแก่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อการป้องกันอธิปไตยของประเทศไทยต่อไป โดยการติดต่อทางโทรศัพท์ที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ หากต้องการติดตามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูจากเพจArmy Military Force บนเฟซบุ๊กโดยตรง

แม้ดูเหมือนเป็นแค่ของธรรมดา แต่ลวดหนามหีบเพลงสามารถกลายเป็นเสาหลักในระบบความมั่นคงของบ้านเมืองได้ ลองมองให้ลึกและคุณจะพบว่าแม้แต่ชิ้นไม้เศษเหล็กก็สามารถสร้างความมั่นคงเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่พร้อม sacrifice เพื่อนำเสนอคุณค่าให้แก่ชาติ

ที่มา – ต้องการด่วน! กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาค ‘ลวดหนามหีบเพลง’ ใช้ป้องกันอธิปไตย

ปูตินสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ออกคำสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบที่ผลิตในต่างประเทศ อย่างเด็ดขาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ปูตินสั่งห้ามกองทัพรัสเซียใช้เครื่องแบบต่างประเทศ

ข้อบังคับดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ชุดเครื่องแบบ รวมถึงเสื้อผ้าอื่น ๆ ทั้งหมดที่จะใช้ในกองทัพต้องเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีโรงงานอยู่ในรัสเซียเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น ข้อกำหนดนี้จะขยายผลครอบคลุมไปถึงวัสดุและผ้าที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าสำหรับทหารด้วย โดยมีกำหนดเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2570

ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของกองทัพ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในด้านวัสดุอุปกรณ์จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการงดเว้นการซื้อขายและนำเข้าเสื้อผ้า หรือวัสดุจากต่างประเทศโดยสิ้นเชิง เสื้อผ้าและเครื่องสวมทางทหารที่จะถูกใช้ประกอบด้วย ชุดเครื่องแบบประจำวัน ตราและเครื่องหมายประจำตำแหน่ง ชุดชั้นใน เครื่องนอน เสื้อผ้าสำหรับสภาพอากาศเฉพาะ รองเท้า รวมถึงอุปกรณ์และสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การทำงานของทหารเหล่านี้

  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและวัสดุจากต่างประเทศ
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ
  • ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลด้านความมั่นคง
  • ยกระดับคุณภาพสินค้าภายในประเทศ

ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกจัดทำขึ้นภายใต้ระบบสั่งซื้อเพื่อการป้องกันของรัสเซีย ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของวัสดุที่นำไปใช้กับกองทัพได้อย่างแม่นยำที่สุด

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลรัสเซียที่ต้องการความมั่นคงและความสามารถในการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ในระยะยาว การพึ่งพาตนเองทางด้านเครื่องแต่งกายของทหารจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของประเทศ และยังช่วยเสริมเอกภาพของรัสเซียในฐานะผู้มีอาณานิคมทางทหารที่ทรงพลัง

การห้ามใช้เครื่องแบบจากต่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ระดับชาติที่มีความสำคัญต่ออนาคตของรัสเซียอีกด้วย

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงหรือประเด็นโลกที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ติดตามข่าวสารได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เราขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารที่มีความหลากหลายเพื่อสร้างมุมมองที่ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น

ที่มา – ปูตินห้ามกองทัพรัสเซีย ใช้เครื่องแบบที่ผลิตในต่างประเทศ

ยูซีไอไฟเขียวให้นักปั่นไทยฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกสองล้อโลกเพื่อโอลิมปิก 2028

ขอขอบคุณพันธมิตรอย่างคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ที่ร่วมกับสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ผนึกกำลังผลักดันเพื่อพัฒนานักกีฬาจักรยานไทย ด้วยโครงการ Development of National Sport System (DNSS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยศึก โอลิมปิกเกมส์ปี 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส

ยูซีไอไฟเขียวให้นักปั่นไทยฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกสองล้อโลกเพื่อโอลิมปิก 2028

พล.อ.เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ได้เผยถึงความคืบหน้าของโครงการที่จะส่งนักกีฬาวัยรุ่นไปฝึกซ้อมอย่างจริงจังที่ World Cycling Center (WCC) ณ เมืองเอเกิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก UCI เป็นเวลา 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569 – 2571 เพื่อขอโควตาลุยโอลิมปิก 2028

นักกีฬาดาวรุ่งที่มีโอกาสเดินทางไปฝึกซ้อม

ในระยะแรก สมาคมฯ ได้คัดเลือกนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่น อย่าง ‘นรเศรษฐ์ธาดา บุญมา’ แชมป์เอเชีย และรองแชมป์โลก ประเภทลู่ระยะสั้น และ ‘หทัยเพชร ใจสว่าง’ นักปั่นบีเอ็มเอ็กซ์ รุ่นเยาวชน เพื่อเสนอชื่อให้ UCI พิจารณาเป็นผู้ได้รับทุนฝึกณ.ศูนย์ฝึก WCC อย่างเป็นทางการ

สำหรับนักกีฬาประเภทถนน จะต้องผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมจากโครงสร้างผลการแสดงผลงานตลอดช่วงใกล้เคียง 1 ปี เพื่อสร้างโอกาสให้สามารถเดินทางไปเก็บตัวที่สวิตเซอร์แลนด์

พัฒนาทั้งนักกีฬาและผู้ฝึกสอน

แผนพัฒนาจากโครงการ DNSS ออกจากขอบข่ายการเตรียมตัวเพียงแค่นักกีฬา ด้วยการรวมผู้ฝึกสอนเข้าสู่ระบบที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักกีฬาประเภทจักรยานเสือภูเขา (MTB) เพื่อเตรียมพร้อมรุกแชมป์เอเชีย 2026 ที่อุซเบกิสถาน ทั้งในรุ่นเยาวชนและรุ่นทั่วไป โดยได้พิจารณาเข้าร่วมการฝึกในยุคที่ถัดไปที่ WCC เช่นเดียวกัน

  • อบรมผู้ฝึกสอน MTB ปี 2026
  • เก็บตัวทีมชาติ MTB ปี 2026-2027
  • ลุ้นขอโควตาเข้าแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย

เตรียมนักกีฬาสู่เวทีระดับโลก

เป้าหมายระยะยาวไม่ได้มุ่งแค่แชมป์เอเชียแต่อย่างใด แต่คือการพาทีมจักรยานไทยเข้าสู่เวทีระดับโลก และไปให้ถึงเกมส์กีฬายิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง โอลิมปิกเกมส์ปี 2028 อย่างแท้จริง

อัปเกรดบุคลากรของกีฬาจักรยาน

ตามข่มขวัญแนวคิดพาสปอร์ตเข้าสู่เวทีโลก โครงการนี้ไม่เพียงแค่ต้องการพัฒนานักปั่น แต่รวมถึงผู้ตัดสิน เพื่อให้เข้าข่ายมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยจะมี “Elite National Commissaire Course for Road” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2568 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อผลิตบุคลากรที่พร้อมพรั่งพร้อมรับการพัฒนาต่อยอดไปเป็นผู้ตัดสินนานาชาติได้

ในอนาคต โอกาสจะเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้ฝึกสอนและทีมผู้สนับสนุนในการพัฒนาเส้นทางแห่งความสำเร็จของ ‘นักจักรยานไทย’ มากกว่าที่ใครเคยคิด

โครงการครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่เริ่มจากสนามลู่ ไปสู่สนามโลกแบบเต็มแรง พร้อมโอกาสที่เราหมื่น ‘นักปั่นไทย’ อาจเอื้อมถึงฝันโอลิมปิกในปี 2028 ได้อย่างงดงาม

ที่มา – ผลงานเข้าตา! “ยูซีไอ” ไฟเขียว “นักปั่นไทย” ฟิตซ้อมศูนย์ฝึกสองล้อโลก หวังคว้าตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028

วัดพระบาทน้ำพุเงียบ เจ้าอาวาสปฏิเสธให้สัมภาษณ์

กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคและที่ดินวัดพระบาทน้ำพุ ได้สร้างปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์และสื่อมวลชนอย่างมหาศาล จนทำให้มีผู้ติดตามจำนวนมากเดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เพื่อติดตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด

วัดพระบาทน้ำพุเงียบ

บรรยากาศในวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ บริเวณวัดพระบาทน้ำพุ ถือได้ว่าหนักหน่วงอย่างมาก มีสื่อมวลชนกางกล้องถ่ายภาพและรอคอยอย่างตั้งใจ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเรื่องเงินบริจาค การก่อสร้าง และการบริหารของวัด

แม้จะมีการประชุมภายในห้องประชุมที่ปิดม่านอย่างลับๆ แต่จนเวลาประมาณ 11.00 น. พระอลงกต ก็ไม่ได้ออกมายอมรับการให้สัมภาษณ์ใด ๆ แต่อย่างใด พร้อมกับเดินขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปทำกิจนิมนต์ทันที สื่อต่างยังคงถามคำถามหลายประเด็น แต่ก็ได้รับคำตอบชัดเจนเพียงจาก นายบรรเจต เทพพำนัก เลขานุการวัดเท่านั้น

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้

นายบรรเจตกล่าวว่า ทางวัดได้รับรู้ความวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างรอบด้าน และอยู่ระหว่างเตรียมการชี้แจงอย่างเป็นทางการภายใต้การประสานงาน ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถามถึงประเด็นที่มีการพูดถึงมูลนิธิเคพลัสเพาเวอร์ การเปิดบริษัทภายใต้มูลนิธิ และความเกี่ยวข้องกับ ที่ดินวัดพระบาทน้ำพุและกิจการด้านสุขภาพ เลขาฯ ให้คำตอบบางส่วนว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบถามมากกว่า พร้อมบอกว่าตึกผู้ป่วยที่ถูกเปิดอยู่เพียงตึกเดียวเป็นเพราะการบริหารจัดการของโรงพยาบาล ไม่ใช่เพราะไม่มีผู้ป่วย

  • กลุ่มคนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายสูง
  • มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รายได้เข้าตัวบุคคล
  • กิจการล้อมรอบที่ดินวัดได้รับความสงสัย
  • ยังไม่มีการเผยชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งทุน

ด้านเรื่อง “ใจฟ้าฟาร์ม” ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลนิคมสร้างตนเอง ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและมีศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชน ได้รับการเปิดเผยว่ามีความเคลื่อนไหวและข้อกังวลของประชาชนท้องถิ่นอยู่เสมอ ทั้งในประเด็นเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายและการเข้าออกที่ค่อนข้างจำกัด

อย่างไรก็ตาม วัดพระบาทน้ำพุเงียบ ยังคงไม่มีการเปิดเผยเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ทำให้คนทั่วไปยังคงตั้งข้อสงสัยและจับตามองว่าจะมีคำตอบจริง ๆ เมื่อไร

ด้าน พระครูนวกรรมาธิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดน้ำจั้น ได้ออกมาชี้แจงกรณีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับผู้หญิงรายหนึ่งว่าเป็นข่าวลือทั้งสิ้น และไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด

มองผ่านเลนส์ของประชาชน

ชาวบ้านหลายรายบอกว่า แม้โครงสร้างของพื้นที่ “ใจฟ้าฟาร์ม” จะมีประโยชน์ต่อเยาวชนจริง แต่ก็ต้องตั้งข้อสงสัยว่า ใครเป็นคนที่ให้เงินลงทุนจำนวนมากขนาดนั้น และเรื่องนี้ควรมีการชี้แจงเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือไม่?

นี่คือสิ่งที่สังคมทุกกลุ่มชาติกำลังรอคอย: ความชัดเจน ที่จะมาจากเจ้าหน้าที่หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพราะเพียงแค่ความเลี่ยงเลาะก็อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นได้

ท้ายที่สุดนี้ คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? พวกเรากำลังมองหาเสียงสะท้อนที่เป็นกลาง ดังนั้น อย่าลืมกดแชร์และแสดงความเห็นกันได้เลย

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุเงียบ! พระอลงกตปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ปมเงินบริจาค-ที่ดินท่ามกลางเสียงวิจารณ์”

‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ

‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายครูนั้น “ไม่ใช่เรื่องปกติ” โดยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพจิตของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อส่งทีม MCATT (ทีมประเมินสุขภาพจิตฉุกเฉิน) จากจังหวัดอุทัยธานีและนครสวรรค์ ลงไปประเมินสภาพจิตใจของทั้งครู นักเรียน ผู้ก่อเหตุ เพื่อนร่วมชั้น และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อมูลเบื้องต้นในวันที่ 13 สิงหาคม

สาเหตุยังไม่ชัดเจน ต้องรอการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุมีปัญหาด้านใดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามจากการติดตามกรณีความรุนแรงของเด็กในอดีต มักพบว่าพวกเขาอาจมีปัญหาด้านการเรียน หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวสะสมอยู่ก่อน

ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว การถูกทำร้าย หรือกระทั่งมีประวัติการรับการรักษาทางจิตใจมาก่อน ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขจึงต้องดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียดทั้งในเรื่องครอบครัว พฤติกรรมในช่วงที่ผ่านมา และข้อมูลการรักษาเพื่อให้ได้ภาพรวมของปัญหาอย่างแท้จริง

พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด

นพ.วรตม์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความรุนแรงระดับรุนแรงมาก เนื่องจากเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนจำนวนมากและเป็นฝ่ายครู ซึ่งอาจดูเหมือนไม่มีกระแสกระตุ้นหนักหน่วง แต่ก็มักมีสัญญาณล่วงหน้าที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้

  • พฤติกรรมก้าวร้าวในบ้าน
  • ใช้คำพูดหยาบคายหรือทำลายของใช้
  • มีปัญหาในการสื่อสารกับเพื่อนหรือครู
  • เข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหรือหดหู่

หากพบสัญญาณเหล่านี้ พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม แม้ความรุนแรงยังไม่ถึงขั้นรุนแรง พฤติกรรมเหล่านี้ก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาจิตใจที่หลับซ่อนอยู่

ก้าวแรกสำคัญ…คือ “เป็นแบบอย่างที่ดี”

ดร.วรตม์ กล่าวเพิ่มว่า การเลี้ยงดูลูกให้ไม่ก่อความรุนแรง ผู้ปกครองต้องเริ่มจากตัวเอง การเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะหากบ้านมีความรุนแรง เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย ชอบใช้กำลังทำร้ายกัน ลูกเห็นแล้วอาจจำลองพฤติกรรมนั้นออกมาได้

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ห้ามยอมรับความรุนแรงในครอบครัว ถ้าลูกใช้คำพูดหยาบคาย ทำลายข้าวของ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว พ่อแม่ต้อง “ไม่ปิดบัง ไม่ปกป้อง” แต่ควรสื่อสารอย่างจริงใจ และหากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

“ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจทันที ไม่ใช่รอจนเหตุเกิดขึ้นจริงแล้วค่อยแก้ปัญหา” นพ.วรตม์ ชี้แจง

การป้องกันความรุนแรงในช่วงวัยรุ่น ไม่เพียงแต่หน้าที่ของโรงเรียน แต่ครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างจิตใจที่เข้มแข็งให้ลูกได้ หากเราใส่ใจตั้งแต่ยังไม่สาย จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงในอนาคตได้มากทีเดียว

ที่มา – ‘โฆษกสาธารณสุข’ ชี้ นักเรียน ม.5ทำร้ายครู ไม่ใช่เรื่องปกติ กรมสุขภาพจิตส่งทีม MCATT ประเมินสภาพจิตใจผู้ที่เกี่ยวข้อง

“ป้อมเพชร” ลุยล้ม “ยอดเหล็กเพชร” ONE ลุมพินี

ศึกมวยไทยระดับโลกกำลังจะกลับมาอีกครั้งที่เวทีลุมพินี กับคู่เอกที่หลายคนจับตาดู ระหว่าง “ป้อมเพชร พานทองยิม” นักสู้ขาลุยวัย 26 ปี จากจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เพิ่งกลับมาในช่วงฟอร์มแรง ปะทะกับ “ยอดเหล็กเพชรอ.อัจฉริยะ” รุ่นพี่อาวุธหนักวัย 30 ปี จากจังหวัดร้อยเอ็ด ภายใต้กติกามวยไทยรุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) ในศึก ONE ลุมพินี 120 ที่จะถ่ายทอดสดไปทั่วโลกในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เริ่ม 19.30 น. ณ เวทีลุมพินี (รามอินทรา)

“ป้อมเพชร” ลุยล้ม “ยอดเหล็กเพชร” ONE ลุมพินี

“ป้อมเพชร” หลังจากที่ประสบความสำเร็จในไฟต์ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยสามารถน็อก “ผึ้งหลวง บ้านแรมบ้า” ได้ในยก 2 และพาเงินรางวัล 350,000 บาทกลับบ้านเป็นครั้งที่ 4 นั้น ทำให้เขากลับมามั่นใจเปี่ยม และพร้อมที่จะต่อกรน็อคฝ่ายตรงข้ามอย่าง “ยอดเหล็กเพชร” ที่เป็นมือหนักของวงการมวยไทยยุคนี้

ความมั่นใจและการเตรียมพร้อม

“ผมก็ยอมรับว่าชื่อเสียงของพี่ยอดเหล็กเพชรสูงกว่าแน่นอน แต่ตอนนี้ผมยืนอยู่ในจุดนี้ ผมมีความสด ร่างกายอยู่ในสภาวะพร้อม และเชื่อว่ามีโอกาสเก็บชัยได้ ถ้าเขาเหนื่อยจากการต่อสู้ครั้งก่อน ผมอาจได้เปรียบในจังหวะบางอย่าง” ป้อมเพชรเผยอย่างมั่นใจ

เป้าหมายของ “ป้อมเพชร” ไม่ได้อยู่แค่การเก็บชัยในครั้งนี้ แต่อยากแสดงให้เห็นว่า ตัวเขาจัดเต็มและพร้อมพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพด้วยการเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับท็อปในรุ่นฟลายเวตอย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนเห็นว่าผมสามารถยืนสู้กับเขา 3 ยกเต็มได้ การยืนรับหมัดน้ำหนักและตอบโต้เป็นการทดสอบระดับสูง ถ้าผ่านนี้ได้ ก็มั่นใจว่ารุ่นนี้ไม่มีอะไรยากอีกแล้ว”

ความน่าสนใจของศึกนี้

ศึกนี้ถือเป็นการชกแบบนวมเล็ก ซึ่งมีจังหวะพลิกเกมได้ตลอดเวลา และหากมีใครปล่อยหมัดแม่น หรือจังหวะตัดเชือกแม่น ก็มีโอกาสจบไฟต์ด้วยน็อกดาวน์ได้ การแข่งกันแบบนี้จะทำให้แฟนมวยเชียร์ได้อย่างจุใจ

  • คู่เอก: “ป้อมเพชร” vs “ยอดเหล็กเพชร”
  • เริ่มชก: 19.30 น. วันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2568
  • สถานที่: เวทีลุมพินี (รามอินทรา)
  • ช่องทางรับชม: Watch.ONEFC.com, Facebook ONE, YouTube ONE, และช่อง 7HD (กด 35)

แฟนกีฬาสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของศึกนี้และจองบัตรเข้าชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ Thai Ticket Major รับประกันความสนุกแน่นอน

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของ “ป้อมเพชร” คือความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่า มวยไทยรุ่นฟลายเวตของประเทศไทยยังมีนักสู้ที่รุ่งแรง รอคอยปั้นให้เป็นดาวเด่นในอนาคต ศึก ONE ลุมพินี 120 ถือเป็นอีกหนึ่งสนามใหญ่ที่จะเปลี่ยนวงการและชีวิตของนักสู้หนุ่ม

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรศึกนี้ก็ถือว่าน่าติดตามแน่นอน เพราะทั้งสองคนต่างเข้ารับกับความท้าทายอย่างเต็มตัว และพร้อมสู้ให้จบ 3 ยก

อย่าลืมเชียร์นักสู้หนุ่มที่แม้จะเป็นรองแต่กล้าฝ่าฟันก้าวสู่ชัยชนะด้วยหัวใจที่ไม่มีหยุด!

ที่มา – “ป้อมเพชร” หวังล้มแกร่ง “ยอดเหล็กเพชร” เก็บชัยต่อเนื่อง ศึก ONE ลุมพินี

เจมส์ จิรายุ รับวันแม่ 68 แฟนๆแห่ยินดี

ถือเป็นข่าวดีที่เผยออกมาจาก เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ เจมส์จิ พระเอกหนุ่มวัย 31 ปี ที่เพิ่งออกมาเปิดเผยข่าวดีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่า โฟม เบญจมาศ ภรรยาในวงการของเขานั้นได้ตั้งท้องลูกคนแรกแล้ว หลังจากที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันมายาวนานกว่าสิบปี และจดทะเบียนสมรสกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เจมส์ จิรายุ รับวันแม่ 68 แฟนๆแห่ยินดี

ในโพสต์ดังกล่าว เจมส์ได้ถ่ายทำรูปคู่กับภรรยาในชุดแม่ลูกแต่งตัวเข้ากัน มีทิวทุ่งหญ้าเป็นฉากหลัง พร้อมกลุ่มแกะสีขาวรายล้อมอยู่โดยรอบ ทั้งคู่ได้ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างภาคภูมิใจ โดยเจมส์ได้แคปชั่นไว้ว่า “Our new member @11.9.19julyjansep” ทำเอาแฟนคลับหลายคนเข้ามาแสดงความยินดีอย่างคึกคัก

เป็นข่าวดีในวันแม่

ข่าวดีนี้ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ให้แก่แฟนๆ ในโอกาสรับวันแม่ประจำปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโรแมนติกที่ทั้งคู่เลือกที่จะเปิดเผยในช่วงเวลาที่เป็นเทศกาลครอบครัว อย่างเช่นวันแม่ ทำให้หลายคนเห็นภาพของความรักที่เติบโตมาพร้อมความมุ่งมั่น และความสุขที่ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปด้วยกัน

หลายสำนักในวงการบันเทิงรวมถึงนักแสดงเพื่อนร่วมวงการได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับคุณเจมส์และคุณโฟม ที่จะมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวอย่างเป็นทางการแล้วในอีกไม่นาน และหลายคนต่างก็มีแรงผลักดันให้พวกเขายังคงมีความสุขในการเดินทางไปกับช่วงเวลาสำคัญดังกล่าว

นอกจากภาพถ่ายสง่างามของคู่รักแล้ว ยังมีภาพบรรยากาศฟาร์มที่ทั้งสองได้ใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันอย่างเต็มที่ซึ่งยิ่งช่วยเสริมภาพความรักที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นของพวกเขา ซึ่งเชื่อว่าแฟนๆ จะต้องติดตามข่าวสารและอยากเห็นว่าในเร็วๆ นี้ จะได้เห็นลูกรักของคู่รักนี้โผล่หน้ามาให้สังคมได้สัมผัสความน่ารักมากเพียงใด

ใครที่ยังไม่ได้ตามไปอัปเดตภาพจากอินสตาแกรมส่วนตัวของเจมส์ จิรายุ เรียกได้ว่าพลาดความหวานของคู่รักคู่นี้อย่างมาก เพราะนอกจากภาพบรรยากาศครอบครัวแล้ว ยังมีกระบวนการเตรียมพร้อมก่อนเป็นพ่อคนแรกของเจมส์ที่แนวราบมากขึ้น และแนวรักคือชีวิตครอบครัวอย่างแท้จริง

และนี่ก็เป็นข่าวดีในวันพิเศษที่แฟนๆ หลายหลากรุ่นรุ่งอายุได้รับความสุขผ่านทั้งบุคคลสาธารณะ ระหว่างที่เริ่มสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้กับตนเองเพื่อต้อนรับสมาชิกตัวน้อยที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่คอยให้กำลังใจพวกเขาจริงๆ อย่าลืมเข้าไปแสดงความยินดีผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อมอบพลังบวกให้ทั้งสองต่อไปนะครับ

ที่มา – ‘เจมส์ จิรายุ’ ประกาศข่าวดีรับวันแม่ 68 ‘โฟม-เบญจมาศ’ ท้องลูกคนแรกแล้ว แฟนๆแห่ยินดีมากมาย

F-16 รับจบให้! ปกป้องน่านฟ้าไทย 37 ปี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม เพจ “Defense Info TH” ได้โพสต์ภาพของเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย พร้อมระบุข้อความว่า “F-16 to you!! / รักสงบ F-16 จบให้!” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบินรบรุ่นนี้ที่ประจำการมายาวนานกว่า 37 ปี และยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าของประเทศไทย

F-16 รับจบให้! ปกป้องน่านฟ้าไทย 37 ปี

เครื่องบินรบ F-16 A/B หรือที่กองทัพอากาศไทยเรียกว่า บข.19 นั้น ถูกนำไปใช้งานในฝูงบินที่ 103 และ 403 มาตลอด โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา F-16 A/B ได้แสดงความสามารถในการปฏิบัติภารกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องปราม การสกัดกั้น ไปจนถึงการปฏิบัติภารกิจพิเศษต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

บทบาทสำคัญในช่วงความขัดแย้งชายแดน

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ซึ่งยืดเยื้อเป็นเวลา 5 วัน เครื่องบิน F-16 A/B แสดงศักยภาพทั้งในการครองอากาศและการสนับสนุนการรบภาคพื้นดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ นักบินสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารได้อย่างแม่นยำและหนักหน่วง สร้างจุดเปลี่ยนในสนามรบ และทำให้ขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามลดลงอย่างเห็นได้ชัด

กองทัพอากาศไทยได้ย้ำเสมอว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาได้นั้น มาจากการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และพัฒนาทักษะกำลังพลและนักบินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ F-16 เป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมและความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามในยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The Unbeatable Air Force”

  • มีอายุการใช้งานมากกว่า 37 ปี
  • เป็นแกนหลักในการปกป้องน่านฟ้าไทย
  • มีบทบาทสำคัญในช่วงความขัดแย้งชายแดน
  • ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51

สิ่งที่สำคัญ การปฏิบัติการของกองทัพอากาศไทยที่ผ่านมาล้วนเป็นไปตามหลักสากล โดยคำนึงถึงมาตรฐานสากลและหลักมนุษยธรรม พร้อมทั้งยึดมั่นสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 อย่างเคร่งครัด

ด้วยความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่หลากหลาย F-16 ยังคงมีบทบาทสำคัญในอนาคต ในฐานะเครื่องบินรบหลักของกองทัพอากาศไทย มาร่วมฉลองและชื่นชมความสามารถของเหล่าทหารผู้กล้าที่ยังคงปกป้องความสงบสุขของเราอย่างไม่ล้าถอย

หากคุณสนใจข่าวสารการทหารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ติดตามบทความของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

ที่มา – “F-16 รับจบให้! กองทัพอากาศโชว์สมรรถนะ 37 ปี ปกป้องน่านฟ้าไทย-ป้องกันตัวตามกฎบัตรสหประชาชาติ”

‘ภูมิใจไทย’ จี้ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15.38 น. นางสาวแนน บุญธิดา สมชัย ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จะสงบลงแล้วก็ตาม แต่ประชาชนกว่า 200,000 คนที่ต้องอพยพหนีความวุ่นวายในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเผชิญกับความเดือดร้อนอย่างหนัก

‘ภูมิใจไทย’ จี้ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเข้ามาดูแลและเยียวยาประชาชนให้เร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเสียหายต่อทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชน ที่หลายรายได้รับผลกระทบจนต้องอพยพหนีภัย และเมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าบ้านเรือนเสียหายหนัก ปศุสัตว์ล้มตาย สูญหายรายได้และพลอยต้องตกอยู่ในความไม่แน่นอน

เหตุพิเศษต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ข้อมูลที่มีมายังไม่มีความชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการอย่างไรในการเยียวยาประชาชนจากเหตุการณ์ชายแดน ที่ยังทำให้เกิดความวิตกกังวลและกังวลใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในพื้นที่ มีการร้องขอคำชี้แจงอย่างเร่งด่วนจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

  • คำชี้แจงจาก พล.อ.ยิ่งยศ สุพรรณ รมว.มหาดไทย ระบุว่าได้กำชับจังหวัดเร่งดำเนินการตามระเบียบราชการอย่างรวดเร็วแต่ให้ถูกต้อง
  • ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการเยียวยาความเสียหายโดยตรง ไม่ใช่แค่การแจกเงินช่วยเหลือชั่วคราว
  • พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้疔รัฐมนตรีทุกคนร่วมมือกันแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่ตอบคำถามเชิงยอกย้อนบนโต๊ะ

“พวกเราไม่ต้องการแค่คำสัญญา แต่ต้องการแนวทางที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ต้องมีการเยียวยาอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยก็ต้องทำให้เห็นว่าภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้” โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าว

ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่มีฐานเสียงแกร่งในภาคอีสาน ภูมิใจไทยคงไม่ปล่อยให้ปัญหาเช่นนี้ถูกมองข้าม และต้องการเบ่งบังจนกว่าจะได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดน หรือมีความกังวลต่อสถานการณ์ในพื้นที่ เราเห็นด้วยว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ระบายความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และการเฝ้าดูมาตรการของรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’ จี้​ ‘ครม.’ เร่งเยียวยาผู้อพยพ เหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา